
อัดสัมภาษณ์มาเกือบชั่วโมง คุยกันสนุกมาก แต่พอแขกหัวเราะดัง ๆ เสียงก็แตกแตรด ฟังแล้วแสบหู หรือบางวันกลับกัน เสียงเบามากจนต้องดึงขึ้นในโปรแกรมตัดต่อ แล้วมีเสียงซ่าตามขึ้นมาด้วย ทั้งสองเรื่องนี้มาจากที่เดียวกันคือ ระดับเสียง ตอนอัด
ในบทความนี้เราจะมาดูกันว่าเสียงแตกเกิดจากอะไร Gain กับ Volume ต่างกันยังไง ทำไมคนทำเสียงชอบบอกให้ยอดเสียงอยู่ราว -12 dB แทร็กสำรองช่วยอะไร เครื่องอัดแบบ 32-bit float แก้ปัญหาได้แค่ไหน และทำไมต้องใส่หูฟังทุกครั้ง หลักนี้ใช้ได้ทั้งกล้อง มือถือ และเครื่องอัดเสียงทุกยี่ห้อ
ระดับเสียง ในเครื่องอัดวัดกันยังไง
ลองนึกภาพเทน้ำใส่แก้ว เทเบาไปก็ได้น้ำนิดเดียว เทแรงไปน้ำก็ล้นออกมา ไฟล์เสียงดิจิทัลก็มีขอบแก้วเหมือนกัน ขอบนี้เรียกว่า 0 dBFS ย่อมาจาก decibels relative to full scale แปลง่าย ๆ คือ เดซิเบลเทียบกับเพดานสูงสุดที่ไฟล์เก็บได้
เพราะ 0 คือเพดาน ตัวเลขบนมิเตอร์ของกล้องหรือเครื่องอัดจึงเป็นเลขติดลบทั้งหมด -40 คือเบามาก -20 คือเบาปานกลาง ยิ่งเข้าใกล้ 0 ยิ่งดัง และทุก ๆ 6 dB ที่ลดลง ความแรงของสัญญาณจะเหลือประมาณครึ่งหนึ่ง เสียงที่อยู่ที่ -6 dBFS จึงแรงราวครึ่งหนึ่งของเพดาน
ถ้าเสียงดังจนชนเพดาน ส่วนที่เกินจะถูกตัดทิ้ง เหมือนน้ำที่ล้นออกจากแก้วแล้วตักกลับเข้ามาไม่ได้ ยอดของคลื่นเสียงที่ควรจะโค้งมนกลายเป็นแบน ๆ เราได้ยินเป็นเสียงแตก ภาษาช่างเรียกว่า Clipping และในไฟล์ปกติแบบ 16 หรือ 24 บิต ส่วนที่ถูกตัดไปแล้วกู้กลับมาไม่ได้
CREATOR SCHOOL THAILAND · GEAR
ตัวเลขบนมิเตอร์เสียง แปลว่าอะไรกับคลิปของเรา
ต่ำกว่า -30
เบาเกินไป
ต้องดึงขึ้นทีหลัง เสียงซ่าของวงจรจะดังตามมาด้วย
-18 ถึง -12
ช่วงที่ใช้กันทั่วไป
เสียงพูดเฉลี่ยอยู่แถว -18 ยอดที่ดังสุดขึ้นไปแถว -12 ยังเหลือที่ว่างรับเสียงหัวเราะ
-6 ถึง 0
ที่ว่างสำรอง
ปล่อยไว้ให้เสียงที่ดังเกินคาด ถ้าพูดปกติก็แตะช่วงนี้แล้ว ลองลด Gain ลง
0 dBFS
เพดานของไฟล์
ส่วนที่เกินถูกตัดทิ้ง เสียงแตก ในไฟล์ 16 และ 24 บิตกู้คืนไม่ได้
ตัวเลขเป็นจุดตั้งต้นที่ใช้กันทั่วไป ไม่ใช่กฎตายตัว ถ้าคนพูดเสียงดังขึ้นลงมาก ลองตั้งต่ำลงไปอีกนิด
Gain กับ Volume ต่างกันตรงไหน
สองคำนี้คนสับสนกันบ่อยที่สุด เพราะหมุนแล้วดังขึ้นเหมือนกัน แต่ทำงานคนละที่
Gain คือการขยายสัญญาณจากไมค์ก่อนที่จะถูกบันทึกลงไฟล์ ไมค์ส่งสัญญาณออกมาเบามาก เครื่องอัดหรือกล้องต้องขยายขึ้นก่อน ปุ่มนี้ในกล้องบางรุ่นชื่อ ระดับการบันทึกเสียง บางรุ่นชื่อ Input Level หรือ Rec Level แต่หน้าที่เหมือนกัน คือเปลี่ยนสิ่งที่เข้าไปอยู่ในไฟล์
Volume คือความดังตอนเราฟัง เช่น ปุ่มเสียงหูฟังหรือลำโพง หมุนขึ้นลงเท่าไรไฟล์ก็ไม่เปลี่ยน เปลี่ยนแค่ที่หูเราได้ยิน
ถ้าใส่หูฟังแล้วได้ยินเบา ลองเช็คที่มิเตอร์ก่อนว่าเสียงเบาจริงหรือเปล่า ถ้ามิเตอร์ขึ้นดีแล้ว แค่เพิ่ม Volume หูฟังก็พอ ไม่ต้องไปเพิ่ม Gain

ทำไมต้องให้ยอด ระดับเสียง อยู่ราว -12 dB
เสียงพูดไม่ได้ดังเท่ากันตลอด ช่วงพูดปกติเข็มจะวิ่งอยู่แถวหนึ่ง แต่พอมีคำที่เน้น เสียงหัวเราะ หรือเสียงตบมือ ยอดจะพุ่งขึ้นไปทันที ถ้าเราตั้งให้พูดปกติก็แตะเพดานอยู่แล้ว พอหัวเราะทีเดียวเสียงก็แตก
ตัวเลข -12 dB จึงเป็นจุดตั้งต้นที่คนทำเสียงใช้กันทั่วไป ไม่ใช่กฎตายตัว ความหมายคือให้ช่วงที่ดังที่สุดของการพูดปกติขึ้นไปถึงแถว -12 ยังเหลือที่ว่างอีก 12 dB ก่อนชนเพดาน ที่ว่างนี้เรียกว่า Headroom เอาไว้รับเสียงที่ดังเกินคาด ส่วนระดับเฉลี่ยของเสียงพูดมักจะอยู่ต่ำลงมาอีก แถว -18 ถึง -20 ซึ่งใกล้กับระดับอ้างอิงที่วงการกระจายเสียงใช้อยู่ที่ราว -18 dBFS
แล้วทำไมไม่ตั้งเบาไว้เลยให้ปลอดภัย? เพราะทุกเครื่องมีเสียงซ่าของวงจรอยู่ในพื้นหลัง ถ้าอัดเบามาก แล้วไปดึงขึ้นทีหลัง เสียงซ่าก็จะดังขึ้นตามไปด้วย ยิ่งเป็นปรีแอมป์ในกล้องราคาไม่แพง ยิ่งได้ยินชัด
เริ่มจากให้ยอดของเสียงพูดปกติอยู่แถว -12 ก่อน ถ้าคนพูดเสียงดังขึ้นลงมาก ลองลดลงไปแถว -15 ถึง -18 ดู
ตั้ง ระดับเสียง ก่อนกดอัด ทีละขั้น
ขั้นแรก ปิดการปรับเสียงอัตโนมัติในกล้องก่อน กล้องและมือถือหลายรุ่นตั้งไว้ที่ Auto ซึ่งจะดึงเสียงขึ้นตอนเงียบและกดลงตอนดัง ฟังแล้วพื้นหลังจะวูบขึ้นวูบลง ลองเปลี่ยนเป็นตั้งเอง หรือ Manual
ขั้นที่สอง ถ้าใช้ไมค์ที่มีปุ่มปรับระดับในตัว หรือไมค์ไร้สายที่ตั้งระดับที่ตัวรับได้ ลองดูคู่มือของรุ่นนั้นก่อนว่าแนะนำให้ตั้งฝั่งไหนสูง ฝั่งไหนต่ำ แนวทางที่คนใช้กันบ่อยคือเพิ่มที่ไมค์ก่อน แล้วลด Gain ในกล้องลง เพราะปรีแอมป์ในกล้องหลายรุ่นมีเสียงซ่ามากกว่า

ขั้นที่สาม ให้คนที่จะพูดลองพูดจริง ไม่ใช่แค่ เทสต์ หนึ่ง สอง สาม เพราะตอนเทสต์คนมักพูดเบากว่าตอนอัดจริง ลองให้เขาเล่าเรื่องสนุก ๆ สักเรื่อง หรือหัวเราะดัง ๆ ดูสักที แล้วหมุน Gain จนยอดเสียงอยู่แถว -12
ขั้นที่สี่ อัดสั้น ๆ สักสิบวินาที แล้วเปิดฟังด้วยหูฟัง ถ้าเสียงชัดไม่แตก ก็เริ่มได้เลย ระหว่างอัดให้แอบมองมิเตอร์ไว้ด้วย ถ้าคนพูดตื่นเต้นจนเสียงดังขึ้นเรื่อย ๆ ก็ค่อย ๆ ลดลงในช่วงที่เขาหยุดพูด
แทร็กสำรองคืออะไร ช่วยตอนไหน
กล้องและเครื่องอัดหลายรุ่นมีโหมดอัดเสียงชุดที่สองไปพร้อมกัน แต่เบากว่าชุดหลัก บางยี่ห้อเรียก Safety Track บางยี่ห้อเรียก Dual Recording หรือ Safety Channel หลักการเหมือนกัน คือถ้าแทร็กหลักแตกเพราะมีเสียงดังกะทันหัน เราก็ยังมีแทร็กที่เบากว่ารอดอยู่ เอามาแทนเฉพาะช่วงนั้นได้
แต่ละรุ่นตั้งระยะห่างระหว่างสองแทร็กไม่เท่ากัน บางรุ่นตายตัว บางรุ่นเลือกได้ ลองเช็คในเมนูหรือคู่มือของเครื่องเรา ถ้าเครื่องเรามีโหมดนี้ เปิดไว้ก็แทบไม่เสียอะไร นอกจากไฟล์ที่ใหญ่ขึ้นนิดหน่อย
ถ้าเครื่องไม่มีโหมดนี้ แต่กล้องมีช่องเสียงสองช่อง ลองต่อไมค์ตัวเดียวเข้าทั้งสองช่อง แล้วตั้งช่องหนึ่งให้เบากว่าอีกช่องดู ก็ได้ผลใกล้เคียงกัน ถ้ากล้องรุ่นนั้นตั้งระดับแยกช่องได้

32-bit float คืออะไร แล้วยังต้องตั้ง ระดับเสียง ไหม
ไฟล์เสียงทั่วไปแบบ 24 บิตมีช่วงความดังที่เก็บได้ราว 144 dB และมีเพดานที่ 0 dBFS ตายตัว ส่วนไฟล์ 32-bit float เป็นวิธีเก็บตัวเลขอีกแบบ ที่มีช่วงกว้างกว่ามากจนเสียงที่ดังเกิน 0 ก็ยังถูกเก็บไว้ในไฟล์ พอเปิดในโปรแกรมตัดต่อ ช่วงที่ดูเหมือนแตกสามารถลดลงมาให้กลับเป็นปกติได้ ส่วนช่วงที่เบามากก็ดึงขึ้นได้ ผู้ผลิตบางรายถึงขั้นทำเครื่องอัดที่ไม่มีปุ่ม Gain ให้หมุนเลย
ฟังดูเหมือนแก้ได้ทุกอย่าง แต่มีเรื่องที่ต้องรู้ไว้
CREATOR SCHOOL THAILAND · GEAR
32-bit float ช่วยอะไรได้ และช่วยอะไรไม่ได้
ไฟล์ 24 บิต
ช่วงความดังราว 144 dB เพดานตายตัวที่ 0 dBFS
เกินเพดานแล้วเสียงแตก กู้คืนไม่ได้
ต้องตั้ง Gain ให้พอดีตั้งแต่ตอนอัด
ไฟล์ 32-bit float
ช่วงกว้างมาก เก็บเสียงที่เกิน 0 ไว้ได้
ช่วงที่ดูเหมือนแตก ลดลงในโปรแกรมตัดต่อได้
ช่วงที่เบามาก ดึงขึ้นได้
ไฟล์ใหญ่ขึ้นราวหนึ่งในสาม
float ก็ช่วยไม่ได้
ต้องแก้ตอนอัดเหมือนเดิม
เสียงแรงเกินที่ไมค์หรือช่องเสียบรับได้
เสียงที่ส่งเข้ากล้องผ่านสาย ไฟล์กล้องยังแตกได้
ไมค์ไกล ลม เสื้อถูไมค์ ห้องก้อง
เรื่องแรก ไมค์และวงจรขาเข้าก็ยังมีขีดจำกัดของมัน ถ้าเสียงดังเกินที่ไมค์หรือช่องเสียบรับได้ เช่น เป่าลมใส่ไมค์ใกล้ ๆ หรือต่อสัญญาณแรงเกินช่อง ไฟล์ float ก็ช่วยไม่ได้ เพราะเสียงแตกไปก่อนจะถึงไฟล์
เรื่องที่สอง ไฟล์ float ต้องอยู่ในเครื่องที่อัดแบบ float เท่านั้น ถ้าเราใช้ไมค์ไร้สายที่อัด float ไว้ในตัวส่ง แต่ส่งเสียงเข้ากล้องผ่านสาย เสียงที่อยู่ในไฟล์วิดีโอของกล้องก็ยังเป็นไฟล์ธรรมดาที่แตกได้อยู่ดี
เรื่องที่สาม ไฟล์ใหญ่ขึ้นราวหนึ่งในสามเมื่อเทียบกับ 24 บิต และต้องใช้โปรแกรมตัดต่อที่เปิดไฟล์แบบนี้ได้ ซึ่งโปรแกรมหลัก ๆ ส่วนใหญ่รองรับแล้ว
เรื่องสุดท้าย float แก้ได้แค่เรื่องดังกับเบา ไมค์วางไกล ลมพัด เสื้อเสียดสีไมค์ หรือห้องก้อง ยังต้องแก้ตอนอัดอยู่ดี
ถ้ามีเครื่องอัด 32-bit float อยู่แล้ว ใช้ได้สบายใจขึ้นมาก แต่ลองตั้งให้เสียงอยู่แถวที่เหมาะไว้ตามปกติด้วย จะได้ไม่ต้องมาไล่ปรับทีละคลิปตอนตัดต่อ
ใส่หูฟังเช็คเสียงทุกครั้ง
มิเตอร์บอกได้แค่ว่าเสียงดังแค่ไหน แต่ไม่ได้บอกว่าเสียงดีไหม เสียงแอร์ เสียงพัดลม เสียงคอเสื้อถูไมค์ หรือไมค์หลวมจนมีเสียงกรอบแกรบ มิเตอร์ก็ขึ้นสวยได้เหมือนกัน ต้องใช้หูเท่านั้นถึงจะรู้
ลองเสียบหูฟังเข้าที่ช่องหูฟังของกล้องหรือเครื่องอัดโดยตรง ไม่ใช่ฟังจากไมค์ เพราะเราจะได้ยินเสียงแบบที่ถูกบันทึกลงไฟล์จริง หูฟังครอบหูแบบปิดจะช่วยกันเสียงรอบตัวได้ดีกว่าหูฟังเม็ดเล็กทั่วไป

ความเข้าใจผิดเรื่อง ระดับเสียง ที่เจอบ่อย
เรื่องแรก ยิ่งดังยิ่งดี บางคนตั้งให้เข็มเกือบชนเพดานตลอด เพราะคิดว่าเสียงจะชัดขึ้น ที่จริงไม่ได้ชัดขึ้น แต่เสี่ยงแตกมากขึ้นทุกครั้งที่มีเสียงหัวเราะ
เรื่องที่สอง หูฟังดังก็แปลว่าอัดดัง อย่างที่เล่าไว้ ปุ่มเสียงหูฟังไม่ได้เปลี่ยนไฟล์ ดูที่มิเตอร์เท่านั้นถึงจะรู้ว่าเสียงในไฟล์อยู่ตรงไหน
เรื่องที่สาม เดี๋ยวไปแก้ในโปรแกรมตัดต่อเอา เสียงเบาแก้ได้แต่มีเสียงซ่าตามมา ส่วนเสียงแตกในไฟล์ปกติแก้ได้น้อยมาก มีเครื่องมือช่วยซ่อมได้บ้าง แต่มักฟังออกว่าผ่านการซ่อมมา
คืนนี้มาลองตั้งเสียงกัน
หยิบกล้องหรือมือถือที่ใช้อัดคลิปประจำมา เข้าไปในเมนูเสียง แล้วหาว่าระดับการบันทึกเสียงตั้งเป็น Auto หรือตั้งเองอยู่ ถ้าเป็น Auto ลองเปลี่ยนเป็นตั้งเองดู
จากนั้นอ่านหนังสือออกเสียงสักย่อหน้า แล้วหัวเราะดัง ๆ ปิดท้าย ดูว่ามิเตอร์ขึ้นไปถึงตรงไหน ค่อย ๆ หมุนจนช่วงพูดปกติขึ้นแถว -12 แล้วเสียงหัวเราะยังไม่แตะ 0
อัดไว้สามแบบ ตั้งเบามาก ตั้งพอดี และตั้งดังจนแตะเพดาน แล้วเอาทั้งสามไฟล์มาเปิดในโปรแกรมตัดต่อ ปรับให้ดังเท่ากัน ลองฟังเทียบกันด้วยหูฟัง จะได้ยินทั้งเสียงซ่าของไฟล์ที่เบาเกิน และเสียงแตกของไฟล์ที่ดังเกิน ชัดกว่าอ่านอธิบายหลายเท่า
ถ้าลองแล้วยังได้ยินเสียงซ่าเยอะ ทั้งที่ระดับเสียงขึ้นพอดีแล้ว ลองขยับไมค์เข้าใกล้ปากคนพูดมากขึ้นดู ระยะไมค์มักช่วยได้มากกว่าหมุน Gain ขึ้น
สิ่งที่อยากให้จำกลับไป
0 dBFS คือเพดานของไฟล์ เกินแล้วเสียงแตกและกู้คืนไม่ได้ในไฟล์ปกติ Gain เปลี่ยนสิ่งที่อยู่ในไฟล์ ส่วน Volume เปลี่ยนแค่ที่หูได้ยิน เริ่มจากให้ยอดเสียงพูดอยู่แถว -12 dB เปิดแทร็กสำรองถ้าเครื่องมี 32-bit float ช่วยเรื่องดังเบาได้มาก แต่ไม่ได้ช่วยทุกอย่าง และใส่หูฟังเช็คทุกครั้ง เพราะมิเตอร์ไม่ได้ยินเสียงแอร์แทนเรา
อ่านต่อ
ถ้ายังไม่แน่ใจว่าไมค์แบบไหนเหมาะกับงาน ลองอ่าน เลือกไมค์ ให้ตรงงาน ถ้าตั้งระดับเสียงดีแล้วแต่ห้องยังก้อง ต่อได้ที่ เสียงก้อง ตอนอัดเสียงในห้อง แก้ยังไง ส่วนใครอยากเข้าใจไฟล์ 32-bit float ลึกขึ้น ลองอ่านคำอธิบายจากผู้ผลิตเครื่องอัด 32-bit Float Files Explained ของ Sound Devices
