instax mini Evo 2 เปิดตัวแล้ว เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2026 ตามเวลาสหรัฐฯ เป็นกล้องอินสแตนท์แบบไฮบริดรุ่นใหม่ของ Fujifilm ที่ถ่ายเป็นไฟล์ดิจิทัลก่อน แล้วค่อยเลือกพิมพ์เฉพาะรูป ที่ชอบ จุดเปลี่ยนหลัก คือ จอสัมผัส 4.5 นิ้ว ซึ่ง Fujifilm บอกว่าเป็นจอทัชตัวแรก ในประวัติศาสตร์ instax ราคาในสหรัฐฯ อยู่ที่ 289.95 ดอลลาร์ และหน้าร้านออนไลน์ทางการของ Fujifilm ประเทศไทย ก็แสดงราคาไว้ ที่ 9,690 บาท แล้ว

instax mini Evo 2 เปลี่ยนอะไรจากรุ่นแรก
จอหลังขยาย เป็นทัชสกรีน 4.5 นิ้ว ใหญ่กว่ารุ่นเดิมราว 1.5 เท่า ปุ่มด้านหลัง จึงหายไป เซนเซอร์ขยับ เป็นขนาด 1/2.77 นิ้ว ใช้เลนส์ F2.0 โฟกัสใกล้สุดได้ 10 ซม. ยังมีหน้าปัดเลนส์ และหน้าปัดฟิล์ม ให้หมุนเลือกเอฟเฟกต์ อย่างละ 10 แบบ รวมกันได้ 100 ลุค ความละเอียดภาพสูงสุดราว 13 ล้านพิกเซล แต่ต้องใส่การ์ด microSD และปิดโหมด Expanded View ถ้าเก็บในหน่วยความจำ ในเครื่อง จะได้ภาพเล็กกว่า และเก็บได้ราว 45 รูป
ฟีเจอร์ใหม่ ที่น่าสนใจ มีสองอย่าง อย่างแรก คือ instax Expanded View ที่โชว์ภาพเลยขอบเฟรมออกไป พร้อมเส้นกรอบ ช่วยให้จัดองค์ประกอบง่ายขึ้น อย่างที่สอง คือ instax Immersive Movie ที่เก็บคลิปสั้น ๆ ก่อนกดชัตเตอร์ ได้ราว 5 วินาที เป็นแนวตั้ง 9:16 ไม่มีเสียง และต้องใช้การ์ด microSD ส่วนการพิมพ์ ใช้ฟิล์ม instax mini ตามเดิม ใช้เวลาพิมพ์ราว 14 วินาทีต่อแผ่น เลือกโหมดสีได้ ทั้ง Natural และ Rich ส่งภาพเข้ามือถือได้ ผ่านแอป ทั้ง Bluetooth และ Wi-Fi และยังใช้ เป็นเครื่องพิมพ์รูป จากมือถือ ได้ด้วย
มีรายละเอียดเล็ก ๆ ที่คนทำคอนเทนต์น่าจะชอบ คือ สั่งถ่ายจากมือถือได้ ผ่านแอป instax mini Evo เวอร์ชัน 3.0.0 ขึ้นไป เวลาจะถ่ายรูปหมู่ หรือ ตั้งกล้องถ่ายตัวเอง ก็ไม่ต้องวิ่งไปกดชัตเตอร์ ในกล้องยังครอปภาพ ปรับความสว่าง คอนทราสต์ และความอิ่มสี ก่อนพิมพ์ได้ และมีเคสกล้อง ที่มีช่องเสียบอุปกรณ์เสริม กับรูยึดขาตั้งกล้อง ขายแยก สำหรับต่อไฟ LED หรือ ช่องมองภาพ
ราคาและวันวางขายในไทย
Fujifilm สหรัฐฯ บอกว่าจะเริ่มส่งของปลายเดือนพฤศจิกายน 2026 ส่วนหน้าข่าวของ Fujifilm ระบุวันวางขาย เป็น 27 พฤศจิกายน 2026 สำหรับประเทศไทย หน้าร้าน Fujifilm House of Photography Thailand แสดงราคา 9,690 บาท แต่สถานะยัง เป็น Coming soon ยังไม่เปิดให้สั่ง และยังไม่ได้บอกวันขาย ในไทย ส่วนเคสกล้อง ขายแยก และจะตามมาช่วงต้นเดือนธันวาคม
มีผลกับครีเอเตอร์ไทยยังไง
สำหรับร้านคาเฟ่ งานอีเวนต์ หรือช่างภาพงานแต่ง ที่รับทำมุมพิมพ์รูป ให้แขก กล้องแบบไฮบริดช่วยเรื่องต้นทุนฟิล์ม ได้จริง เพราะเราเลือกพิมพ์เฉพาะใบ ที่ดี ไม่ต้องเสียแผ่น ไปกับรูปที่หลับตา หรือเบลอ และจอทัชที่ใหญ่ขึ้น ก็ทำให้แขกดูรูปบนจอก่อนพิมพ์ ได้ง่ายขึ้น
แต่ถ้าจะหวังใช้ instax Immersive Movie มาทำคอนเทนต์ลง Reels หรือ TikTok ต้องรู้ไว้ก่อน ว่าสเปก จากหน้าร้านไทย ระบุความละเอียดคลิปไว้ ที่ 560 x 992 พิกเซล 24 เฟรมต่อวินาที ซึ่งต่ำกว่าคลิปจากมือถือทั่วไป อยู่มาก จึงเหมาะเป็นลูกเล่นเก็บความทรงจำ มากกว่าเป็นกล้องถ่ายคลิปจริงจัง
ร้านค้าออนไลน์ ที่ขายของทำมือ ก็ลองใช้มุมนี้ ได้ เช่น ถ่ายรูปสินค้า หรือ ลูกค้าที่มารับของ แล้วพิมพ์ภาพเล็ก ๆ แนบไปกับกล่องพัสดุ เป็นลูกเล่น ที่ทำให้ลูกค้าจำร้าน ได้ และถ่ายคลิปตอนพิมพ์ไปลงโซเชียล ได้อีกทาง
ควรซื้อเลย หรือรอก่อน
ใครที่ยังลังเล ลองถามตัวเองสั้น ๆ สามข้อ ข้อแรก เราอยากได้รูป เป็นแผ่นจริง ๆ บ่อยแค่ไหน ข้อสอง เราพร้อมจ่ายค่าฟิล์มต่อเนื่องไหม เพราะกล้องราคาเท่าไร ก็ยังต้องซื้อฟิล์มเพิ่มเรื่อย ๆ ข้อสาม เราต้องการคุณภาพไฟล์ระดับไหน ถ้าคำตอบ คือ อยากได้รูปเป็นแผ่นบ่อย ๆ และไม่ได้ซีเรียสเรื่องไฟล์ กล้องรุ่นนี้ตอบโจทย์ แต่ถ้าอยากได้ไฟล์คม ๆ ไปทำงานต่อ มือถือ หรือ กล้องดิจิทัลทั่วไป ยังคุ้มกว่า
ถ้ามี instax mini Evo รุ่นแรกอยู่แล้ว และใช้งานได้ดี ยังไม่จำเป็นต้องรีบเปลี่ยน เพราะภาพที่พิมพ์ออกมา ยังเป็นฟิล์ม instax mini ขนาดเดิม แต่ถ้ากำลังจะซื้อกล้องอินสแตนท์ตัวแรก ลองรอให้ร้านในไทย เปิดขายจริงก่อน แล้วเช็คราคาฟิล์ม ราคากล้อง และโปรโมชันอีกครั้ง ใครที่สนใจกล้อง Fujifilm สำหรับงานจริงจังกว่านี้ ลองอ่านบทความ รอ X-T6 หรือซื้อ X-T5 ประกอบการตัดสินใจ ไปพร้อมกันได้เลย
ที่มา: FUJIFILM North America Newsroom, FUJIFILM News, instax.com, FUJIFILM House of Photography Thailand
