หน้าแรก/บทความ

รับงานแบรนด์ ต้องมีผู้ติดตามเยอะก่อนจริงไหม แบรนด์ดูอะไรกันแน่

รับงานแบรนด์ ต้องมีผู้ติดตามเยอะก่อนจริงไหม แบรนด์ดูอะไรกันแน่

ทำช่องมาได้สักพัก ผู้ติดตามเพิ่งแตะหลักพัน เห็นคนอื่นได้ของจากแบรนด์มารีวิวกันทุกเดือน แล้วก็มีคนบอกว่า รอให้ถึงแสนก่อนเถอะ แบรนด์ไม่ดูช่องเล็กหรอก รับงานแบรนด์ ได้ก็ต่อเมื่อมีตัวเลขสวยแล้ว ฟังแล้วก็รู้สึกว่ายังอีกไกลเลย

ความเชื่อนี้ไม่ได้ผิดทั้งหมด ในบทความนี้เราจะมาดูกันว่าส่วนไหนจริง ข้อมูลปี 2025 ถึง 2026 บอกอะไรเรื่องแบรนด์กับครีเอเตอร์ช่องเล็ก ทำไมตัวเลขผู้ติดตามอย่างเดียวถึงไม่พอสำหรับแบรนด์ แบรนด์ดูอะไรอีก และช่องแบบไหนที่ยังไม่ต้องรีบ

รับงานแบรนด์ ต้องรอผู้ติดตามเยอะ ความเชื่อนี้มาจากไหน

ความเชื่อนี้มีที่มาจริง ๆ ช่องใหญ่ไปถึงคนได้เยอะกว่า งานที่แบรนด์อยากให้คนทั้งประเทศรู้จักสินค้าใหม่ภายในสัปดาห์เดียว ก็ต้องใช้ช่องที่มีคนดูเยอะอยู่แล้ว ค่าตัวของช่องใหญ่ก็สูงกว่า และแบรนด์ก็มักติดต่อไปหาเองโดยที่ครีเอเตอร์ไม่ต้องเดินเข้าไปหา

อีกเรื่องคือสิ่งที่เราเห็นบนหน้าฟีด งานรีวิวที่เด่นที่สุดมักมาจากช่องดัง เราเลยสรุปเอาเองว่าแบรนด์ทำงานกับช่องดังเท่านั้น ทั้งที่งานจากช่องเล็กอาจมีอยู่เยอะ แต่ไม่ได้ผ่านตาเรา

ถ้าเป้าหมายของเราคือรับงานค่าตัวสูงแบบช่องใหญ่ ตัวเลขผู้ติดตามก็ยังสำคัญอยู่จริง ข้อนี้ไม่ต้องปฏิเสธ

แต่คำว่า ต้องมีเยอะก่อนถึงจะได้งาน กับคำว่า มีเยอะแล้วได้งานง่ายกว่า เป็นคนละเรื่องกัน มาลองดูข้อมูลกัน

ข้อมูลล่าสุด แบรนด์หันมาใช้ครีเอเตอร์ช่องเล็กแค่ไหน

ก่อนอื่น มาตกลงคำศัพท์กันก่อน ในวงการมักเรียกครีเอเตอร์ตามจำนวนผู้ติดตาม Sprout Social แบ่งไว้ว่า นาโนคือราว 1,000 ถึง 10,000 คน ไมโครคือราว 10,000 ถึง 100,000 คน และมาโครคือราว 100,000 ถึง 1 ล้านคน แต่ละแหล่งแบ่งไม่เท่ากัน ให้ใช้เป็นภาพคร่าว ๆ ก็พอ

รายงาน Influencer Marketing Benchmark Report 2026 ของ Influencer Marketing Hub ที่ถามคนทำงานด้านการตลาดมากกว่า 600 ราย ถามว่าปีนี้วางแผนจะใช้ครีเอเตอร์แต่ละระดับเพิ่มหรือลด คำตอบคือ ฝั่งนาโนมี 51.43% ที่จะเพิ่มหรือเริ่มใช้ ฝั่งไมโคร 52.83% ส่วนฝั่งมาโคร คนที่จะเพิ่มกับคนที่จะลดมีพอ ๆ กัน คือราว 21% ทั้งสองฝั่ง

CREATOR SCHOOL THAILAND · RETHINK

แบรนด์วางแผนจะใช้ครีเอเตอร์ระดับไหนเพิ่ม

นาโน

ราว 1K ถึง 10K ผู้ติดตาม

51%

จะเพิ่มหรือเริ่มใช้

จะลด 10%

ไมโคร

ราว 10K ถึง 100K ผู้ติดตาม

53%

จะเพิ่มหรือเริ่มใช้

จะลด 7.5%

มาโคร

ราว 100K ถึง 1M ผู้ติดตาม

21%

จะเพิ่มหรือเริ่มใช้

จะลดหรือเลิก 21% เท่า ๆ กัน

ปัญหาที่แบรนด์เจอบ่อยที่สุดคือ ผู้ติดตามปลอมหรือบอท 56.5% ของปัญหาด้านการโกงและคุณภาพที่ผู้ตอบเลือก

ที่มา Influencer Marketing Benchmark Report 2026 ผู้ตอบ 600 รายขึ้นไป เป็นแผนของผู้ตอบ ไม่ใช่งบที่จ่ายจริง ช่วงผู้ติดตามอ้างอิง Sprout Social แต่ละแหล่งแบ่งไม่เท่ากัน

แปลง่าย ๆ ว่า ในกลุ่มคนที่ตอบแบบสอบถามนี้ ครีเอเตอร์ช่องเล็กคือกลุ่มที่แบรนด์อยากใช้เพิ่มมากที่สุด ไม่ใช่กลุ่มที่ถูกมองข้าม

ตัวอย่างจากแบรนด์ใหญ่ก็มี เดือนมีนาคม 2025 Fernando Fernandez ซีอีโอของ Unilever พูดในวงคุยกับนักวิเคราะห์ที่ลอนดอนว่า อินเดียมีรหัสไปรษณีย์ 19,000 พื้นที่ และเขาอยากมีอินฟลูเอนเซอร์หนึ่งคนในแต่ละพื้นที่ พอถึงเดือนธันวาคม 2025 บทความบนเว็บของ Unilever เองก็อ้างคำพูดเขาว่าตอนนี้ทำงานกับอินฟลูเอนเซอร์ใกล้ 300,000 คนแล้ว ตัวเลขระดับนี้เป็นไปไม่ได้เลยถ้าใช้แต่ช่องดัง

ผู้หญิงถ่ายคลิปด้วยมือถือกับไฟวงแหวนในห้องนั่งเล่น ครีเอเตอร์ช่องเล็กที่อยากรับงานแบรนด์
ครีเอเตอร์ที่ถ่ายด้วยมือถือในบ้าน คือคนกลุ่มใหญ่ที่แบรนด์หลายเจ้าวางแผนจะทำงานด้วยมากขึ้น

ทำไมตัวเลขผู้ติดตามอย่างเดียวถึงไม่พอสำหรับแบรนด์

ลองคิดจากฝั่งเจ้าของแบรนด์ดู ตัวเลขผู้ติดตามซื้อได้ ยอดไลก์ก็ปั๊มได้ ในรายงานฉบับเดียวกัน เวลาถามว่าเจอปัญหาด้านการโกงและคุณภาพแบบไหน คำตอบที่ถูกเลือกมากที่สุดคือผู้ติดตามปลอมหรือบอท คิดเป็น 56.5% ของตัวเลือกทั้งหมดที่ผู้ตอบเลือก

เพราะแบบนี้ แบรนด์ที่เคยโดนมาแล้วจะไม่ดูแค่ตัวเลขบนหน้าโปรไฟล์ แต่จะดูว่าคนที่ติดตามเป็นคนจริงไหม คุยกับเราจริงหรือเปล่า และเป็นคนที่น่าจะซื้อของเขาไหม

อีกเรื่องคือความเชื่อใจ Sprout Social อธิบายว่าครีเอเตอร์ระดับนาโนมักมีคนดูกลุ่มเล็กที่ผูกพันกัน ติดตามเพราะรู้สึกว่าเป็นคนจริง และได้ผลดีในงานที่ความเชื่อใจสำคัญกว่าการไปถึงคนจำนวนมาก ร้านอาหารในจังหวัดหนึ่ง ร้านกล้องเล็ก ๆ หรือแบรนด์ของใช้เฉพาะกลุ่ม ไม่ได้ต้องการคนทั้งประเทศ แค่ต้องการคนที่ใช่ไม่กี่พันคน

เจ้าของร้านเล็กกำลังแพ็กสินค้าส่งลูกค้า
ร้านเล็กแบบนี้มักไม่ได้ต้องการช่องที่คนดูทั้งประเทศ แต่ต้องการคนดูที่ใช่ในกลุ่มของเขา

รับงานแบรนด์ ได้ไหม แบรนด์มักดูอะไรนอกจากตัวเลข

ถ้าตัวเลขไม่ใช่ทุกอย่าง แล้วอะไรที่ทำให้แบรนด์ตัดสินใจทักมาหาเรา? จากสิ่งที่แบรนด์และเอเจนซีพูดถึงกันบ่อย ๆ มีอยู่ห้าเรื่องหลัก

CREATOR SCHOOL THAILAND · RETHINK

นอกจากตัวเลขผู้ติดตาม แบรนด์มักดูอะไรอีก

1 ใครดูอยู่

อยู่จังหวัดไหน อายุเท่าไร ตรงกับลูกค้าของแบรนด์ไหม

2 คนดูคุยด้วยจริงไหม

คอมเมนต์เป็นคำถามและเรื่องเล่า ไม่ใช่อีโมจิซ้ำ ๆ

3 ทำเรื่องเดิมสม่ำเสมอ

ดูหน้าโปรไฟล์แล้วรู้ทันทีว่าช่องนี้เรื่องอะไร

4 เล่าเรื่องของได้

เคยพูดถึงสินค้าแบบที่คนดูเชื่อ ทั้งของที่ซื้อเองและงานที่รับ

5 ทำงานด้วยง่าย

ตอบไว ส่งตรงเวลา บอกคนดูชัดว่าเป็นงานที่ได้รับการสนับสนุน

ตัวเลขผู้ติดตามบอกว่า ไปถึงคนได้กี่คน ห้าเรื่องนี้บอกว่า คนที่ดูจะเชื่อเราแค่ไหน

เรื่องแรกคือใครดูเราอยู่ อยู่จังหวัดไหน อายุประมาณไหน ข้อมูลพวกนี้มีอยู่ในหน้าสถิติของแพลตฟอร์มหลักอยู่แล้ว ทั้ง YouTube, Instagram และ TikTok ลองเปิดดูของเราเองก่อน ถ้ายังไม่เคยดู ลองอ่าน YouTube Analytics ดูตัวเลขไหนก่อน ประกอบได้

เรื่องที่สองคือคนดูคุยกับเราจริงไหม คอมเมนต์ที่ถามรายละเอียด หรือเล่าว่าลองทำตามแล้วเป็นยังไง มีค่ากว่าคอมเมนต์สั้น ๆ ซ้ำ ๆ จำนวนมาก

เรื่องที่สามคือเราทำเรื่องเดิมสม่ำเสมอไหม แบรนด์อยากเห็นว่าช่องนี้คือช่องเรื่องอะไร ถ้าวันนี้รีวิวกล้อง พรุ่งนี้ทำอาหาร วันต่อไปเล่าข่าวดารา แบรนด์จะเดายากว่าคนดูของเราเป็นใคร ใครยังวางแกนช่องไม่ลงตัว ลองดูเรื่อง Content Pillar ดู

มือถือแสดงหน้าสถิติผู้ชมของบัญชีโซเชียล ข้อมูลที่ครีเอเตอร์ใช้ตอน รับงานแบรนด์
หน้าสถิติในแอปบอกได้ว่าใครดูเราอยู่ ซึ่งเป็นข้อมูลแรก ๆ ที่แบรนด์ถามถึง

เรื่องที่สี่คือเราเล่าเรื่องของได้ไหม ลองย้อนดูคลิปที่เราพูดถึงของที่ซื้อมาใช้เอง ว่าคนดูถามต่อไหม เชื่อไหม ช่องที่ยังไม่เคยรับงานก็มีของแบบนี้ได้ เพราะเราใช้ของทุกวันอยู่แล้ว

เรื่องที่ห้าคือทำงานด้วยง่ายไหม ตอบข้อความไว ส่งงานตรงเวลา อ่านบรีฟแล้วถามกลับเมื่อไม่เข้าใจ และบอกคนดูชัดว่าเป็นงานที่ได้รับการสนับสนุน ซึ่งบางแพลตฟอร์มก็บังคับไว้ เช่น TikTok ให้เปิดการตั้งค่าเปิดเผยเนื้อหาแบรนด์ ถ้าไม่เปิด โพสต์อาจถูกลบหรือจำกัดการมองเห็น

ช่องเล็กแบบไหน ที่ยังรอไปก่อนดีกว่า

พูดให้ครบ ช่องเล็กไม่ได้รับงานได้ทุกช่อง และไม่ใช่ทุกงานด้วย ถ้าช่องเรายังไม่มีเรื่องที่ชัด ยังโพสต์ไม่สม่ำเสมอ หรือคนดูส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่ในประเทศที่แบรนด์ขายของ งานก็จะมายากจริง และถ้ารับงานเข้ามาตอนนี้ คนดูจำนวนน้อยที่มีอยู่ก็อาจรู้สึกว่าช่องเปลี่ยนไป

ต้องบอกด้วยว่า งานของช่องเล็กช่วงแรกมักเป็นการส่งสินค้ามาให้ลอง หรือค่าตอบแทนไม่สูง ถ้าเป้าหมายคือรายได้หลักเลี้ยงตัว เส้นทางนี้ยังต้องใช้เวลา และตัวเลขในรายงานก็เป็นแผนของคนที่ตอบแบบสอบถาม ไม่ได้แปลว่าทุกแบรนด์ในไทยจะจ้างช่องเล็กทันที

คนสองคนคุยงานกันในร้านกาแฟโดยมีโน้ตบุ๊กเปิดอยู่บนโต๊ะ
งานแรกของช่องเล็กมักเริ่มจากการคุยกันตรง ๆ ว่าทั้งสองฝั่งอยากได้อะไร

ถ้ายังไม่แน่ใจว่าช่องเราพร้อมหรือยัง ลองถามตัวเองก่อนว่า ถ้ามีแบรนด์ทักมาพรุ่งนี้ เราอธิบายได้ไหมว่าคนดูของเราคือใคร

เรื่องที่หลายคนเข้าใจผิด ตอนเริ่ม รับงานแบรนด์

เรื่องแรก ต้องรอให้แบรนด์ทักมาก่อน จริง ๆ ช่องเล็กเริ่มทักแบรนด์เองได้ โดยเฉพาะแบรนด์ที่เราใช้อยู่แล้วและเคยพูดถึงในคลิป ส่งลิงก์คลิปนั้นไปพร้อมข้อมูลคนดูสั้น ๆ จะดูน่าเชื่อกว่าส่งแค่ยอดผู้ติดตาม

เรื่องที่สอง รับทุกงานที่เข้ามาไว้ก่อน งานที่ไม่ตรงกับคนดูจะทำให้คนดูเชื่อเราน้อยลง และงานถัดไปก็จะยากขึ้น ลองรับเฉพาะของที่เราจะแนะนำเพื่อนจริง ๆ

เรื่องที่สาม ยอดวิวต้องพุ่งทุกครั้งที่รับงาน แบรนด์ที่ทำงานกับช่องเล็กหลายคนพร้อมกัน มักดูผลรวมจากหลายช่อง ไม่ได้คาดหวังให้ช่องเดียวทำยอดได้เท่าช่องดัง

คืนนี้มาลองเตรียมช่องให้พร้อมรับงานกัน

ลองเปิดหน้าสถิติของช่องเรา จดสามอย่างลงกระดาษ คนดูส่วนใหญ่อายุเท่าไร อยู่ที่ไหน และคลิปไหนที่มีคนคอมเมนต์ถามต่อมากที่สุด

จากนั้นลองเขียนแนะนำช่องตัวเองสั้น ๆ ไม่เกินห้าบรรทัด ว่าช่องเราทำเรื่องอะไร ใครดู และเคยเล่าถึงของแบบไหนแล้วคนดูสนใจ เก็บไว้เป็นข้อความพร้อมส่งเมื่อมีแบรนด์ทักมา หรือใช้ทักแบรนด์ที่เราใช้อยู่ก่อนก็ได้

ถ้าลองทักไปแล้วยังเงียบ ลองย้อนดูว่าแบรนด์นั้นขายของให้คนกลุ่มเดียวกับคนดูของเราจริงไหม แล้วลองเปลี่ยนไปหาแบรนด์ที่เล็กลงหรือใกล้ตัวขึ้นดู

สิ่งที่อยากให้จำกลับไป

ตัวเลขผู้ติดตามช่วยให้ได้งานง่ายขึ้นและค่าตัวสูงขึ้นจริง แต่ไม่ใช่ประตูบานเดียว รายงานปี 2026 บอกว่าผู้ตอบราวครึ่งหนึ่งวางแผนใช้ครีเอเตอร์ช่องเล็กเพิ่ม เพราะตัวเลขปลอมได้ แต่ความเชื่อใจของคนดูปลอมยาก ถ้าเรารู้ว่าคนดูของเราคือใคร ทำเรื่องเดิมสม่ำเสมอ และพูดถึงของได้อย่างที่คนดูเชื่อ งานจากแบรนด์ก็มีโอกาสเริ่มได้ตั้งแต่ช่องยังเล็ก

แล้วของเราล่ะ งานแรกที่ได้จากแบรนด์ ตอนนั้นช่องมีผู้ติดตามประมาณเท่าไร และแบรนด์ทักมาเพราะอะไร?

อ่านต่อ

ถ้ากำลังรู้สึกว่าช่องโตช้า ลองดูบทเรียนคู่คลิป ช่องไม่โต ไม่ได้แปลว่าคุณไม่เก่ง และถ้าอยากเล่าเรื่องสินค้าให้น่าสนใจ แวะดู ทำคอนเทนต์รีวิวให้น่าสนใจและเล่าเรื่องสินค้า ใครอยากรู้มุมของเจ้าของแบรนด์ ลองอ่าน Micro Influencer หรือคนดัง แบรนด์เล็กควรเลือกแบบไหน ส่วนตัวเลขเต็มของรายงาน เปิดได้ที่ Influencer Marketing Benchmark Report 2026

โยชูวา สมารมย์CreatorSchoolThailand

Yochuwa is the founder and editor-in-chief of CreatorSchoolThailand, a Thai media and education brand built for people who make media. His YouTube channel has grown past 145,000 subscribers and earned YouTube's Silver Creator Award, making it a go-to source for photography, filmmaking and content strategy in Thailand.

His approach is to teach the thinking behind the craft: how light, sound, story and platforms really work, so creators can make better decisions with whatever gear they own. Yochuwa has partnered with leading imaging brands including SIGMA Thailand and NiSi, runs the camera store Snapshot, and brings a background in web development to building CreatorSchoolThailand into a modern publisher for Thailand's creator economy.

บทความล่าสุด