หน้าแรก/บทความ

ไฟล์ RAW หรือ JPEG ถ่ายแบบไหนดี ต่างกันตรงไหนในงานจริง

ไฟล์ RAW หรือ JPEG ถ่ายแบบไหนดี ต่างกันตรงไหนในงานจริง

ถ่ายรูปเพื่อนตอนเย็นมาเต็มการ์ด พอเปิดดูที่บ้าน หลายรูปมืดไปนิด บางรูปหน้าออกส้มจากไฟร้าน ลองดึงแสงในแอปแต่งรูปแล้ว ภาพก็แตกเป็นเม็ด สีผิวขุ่นไปหมด แล้วก็มีคนบอกว่า ถ้าถ่าย ไฟล์ RAW มาจะแก้ได้สบายกว่านี้ จริงไหม? แล้วทำไมกล้องยังมี JPEG ให้เลือกอยู่?

ในบทความนี้เราจะมาดูกันว่า RAW เก็บอะไรไว้มากกว่า แก้สีแก้แสงทีหลังได้แค่ไหน ไฟล์ใหญ่ขึ้นเท่าไร HEIF อยู่ตรงไหน งานแบบไหนที่ JPEG กลับเหมาะกว่า และถ่ายสองแบบพร้อมกันช่วยอะไร หลักนี้ใช้ได้กับกล้องทุกยี่ห้อ รวมถึงมือถือที่ถ่าย RAW ได้ด้วย

ไฟล์ RAW คืออะไร ต่างจาก JPEG ตรงไหน?

ลองนึกถึงสมัยถ่ายฟิล์ม ฟิล์มเนกาทีฟคือของดิบที่ยังต้องเอาไปล้างอัด ส่วนรูปที่อัดออกมาแล้วคือของพร้อมใช้ RAW ก็คล้ายฟิล์มเนกาทีฟ มันคือข้อมูลที่เซนเซอร์เก็บมา โดยยังไม่ได้ปรุงอะไรเลย

แถบฟิล์มเนกาทีฟวางบนโต๊ะไฟ
ไฟล์ดิบจากเซนเซอร์คล้ายฟิล์มเนกาทีฟ ยังต้องเอาไปล้างก่อนถึงจะเป็นรูปที่พร้อมใช้

ส่วน JPEG คือรูปที่กล้องล้างอัดให้เสร็จในตัว กล้องจะใส่ไวท์บาลานซ์ ปรับคอนทราสต์ ใส่สีตามโหมดภาพที่ตั้งไว้ ลดน้อยส์ เพิ่มความคม แล้วบีบไฟล์ให้เล็ก ข้อมูลที่กล้องคิดว่าไม่จำเป็นจะถูกทิ้งไปตอนนั้นเลย

ผลคือ JPEG ได้รูปสวยพร้อมส่งทันที แต่ถ้าอยากเปลี่ยนใจทีหลัง ของที่ถูกทิ้งไปแล้วก็เรียกคืนไม่ได้ ส่วน ไฟล์ RAW ยังเก็บของไว้ครบ แต่เราต้องเอามาล้างเองในโปรแกรมแต่งภาพ ก่อนจะเอาไปโพสต์หรือส่งใครได้

ทำไมแก้สีและแสงจาก ไฟล์ RAW ได้มากกว่า

เรื่องแรกคือจำนวนระดับสี JPEG เก็บสีละ 8 บิต แปลว่าแต่ละสีมีได้ 256 ระดับ ส่วน RAW ส่วนใหญ่เก็บ 12 หรือ 14 บิต คือ 4,096 หรือ 16,384 ระดับต่อสี ลองนึกภาพบันไดจากมืดไปสว่าง JPEG มี 256 ขั้น RAW มีหลายพันขั้น พอเราดึงแสงหรือดึงสีแรง ๆ บันไดที่ขั้นห่างก็จะเริ่มเห็นรอยต่อ ท้องฟ้าที่ควรไล่สีเนียน ๆ ก็กลายเป็นแถบ ๆ

CREATOR SCHOOL THAILAND · GEAR

ไฟล์แต่ละแบบ เก็บขั้นของสีได้ไม่เท่ากัน

JPEG

8 บิตต่อสี

256 ระดับ

ล้างเสร็จในกล้อง ไวท์บาลานซ์และสีฝังแล้ว

HEIF

ได้ถึง 10 บิตต่อสี

1,024 ระดับ

ล้างเสร็จแล้วเหมือน JPEG แต่ไล่สีเนียนกว่า

RAW

12 ถึง 14 บิตต่อสี

4,096 ถึง 16,384

ข้อมูลดิบ ไวท์บาลานซ์ยังเปลี่ยนได้

บันไดขั้นห่าง ดึงแรง ๆ แล้วเริ่มเห็นเป็นแถบ (ภาพจำลอง)

บันไดขั้นถี่ ดึงแรงแล้วยังไล่สีเนียน (ภาพจำลอง)

ตัวอย่างจากคู่มือ Nikon Z5 · RAW 14 บิต ราว 27.8MB ถ่ายได้ราว 660 ภาพ · JPEG คุณภาพสูงสุด ราว 10.2MB ถ่ายได้ราว 1,800 ภาพ บนการ์ด 32GB

ขนาดจริงต่างกันตามรุ่นกล้อง ความละเอียด และฉากที่ถ่าย

เรื่องที่สองคือไวท์บาลานซ์ ใน JPEG ค่านี้ถูกฝังลงไปในสีแล้ว ถ้าตั้งผิด พอแก้ทีหลังก็เหมือนแก้สีซ้ำสองรอบ ผิวมักออกขุ่น แต่ใน ไฟล์ RAW ไวท์บาลานซ์เป็นแค่ค่าที่แปะไว้ ยังไม่ได้ฝังลงไปในข้อมูล เราจึงเปลี่ยนใหม่ได้เหมือนตั้งตอนถ่าย ใครยังงงเรื่องสีส้มสีฟ้า ลองอ่านบทความ White Balance คืออะไร ประกอบดูได้

ถ้าถ่ายในร้านอาหารไฟเหลืองบ่อย ๆ ลองเปิด RAW ไว้ดู วันที่ไวท์บาลานซ์พลาดจะช่วยได้มาก

คนนั่งแต่งภาพบนแล็ปท็อป หน้าจอมีแถบปรับแสงและสี เป็นขั้นตอนล้าง ไฟล์ RAW ในโปรแกรม
RAW ต้องผ่านโปรแกรมแต่งภาพก่อนเอาไปใช้ เหมือนพาฟิล์มไปล้างอัด

ถ่ายพลาดไปนิด ดึงกลับได้แค่ไหน?

เพราะ RAW ยังไม่ได้ใส่คอนทราสต์และยังมีระดับสีเหลืออยู่เยอะ เวลาถ่ายมืดหรือสว่างเกินไปไม่มาก เราจะดึงรายละเอียดในเงาหรือในส่วนสว่างกลับมาได้ดีกว่า JPEG ช่วงแสงที่ไฟล์เก็บไว้ หรือที่เรียกว่าไดนามิกเรนจ์ ก็มักกว้างกว่าด้วย เพราะ JPEG ถูกกล้องตัดหัวตัดท้ายไปบางส่วนแล้ว

แต่มีข้อที่ต้องรู้ไว้ ส่วนที่สว่างจนขาวโพลนไปแล้ว ในไฟล์ไม่มีข้อมูลเหลือ RAW ก็เอากลับมาไม่ได้ และถ้าถ่ายมืดมาก ๆ แล้วดึงขึ้นมา น้อยส์ก็ยังขึ้นอยู่ดี RAW ช่วยวันที่พลาดนิดหน่อย ไม่ได้ช่วยวันที่พลาดหนัก

ถึงจะถ่าย RAW ลองวัดแสงให้ใกล้ที่ต้องการตั้งแต่หน้างานดูก่อน แล้วค่อยใช้ RAW เป็นตัวช่วยสำรอง

ถ้ายังไม่คุ้นกับการคุมแสงด้วยรูรับแสง ชัตเตอร์ และ ISO ลองเริ่มจาก สามเหลี่ยมการรับแสง ก่อน จะเข้าใจว่าทำไมภาพถึงมืดหรือสว่างเกินตั้งแต่ตอนถ่าย

ไฟล์ใหญ่ขึ้นแค่ไหน การ์ดกับคอมไหวไหม?

ของที่ต้องแลกอย่างแรกคือพื้นที่ ลองดูตัวอย่างจากคู่มือกล้อง Nikon Z5 ไฟล์แบบ RAW บีบอัดไม่เสียข้อมูล 14 บิต ใหญ่ราว 27.8MB ต่อภาพ ส่วน JPEG คุณภาพสูงสุดขนาดใหญ่สุดราว 10.2MB บนการ์ด 32GB ใบเดียว ถ่าย RAW ได้ราว 660 ภาพ แต่ถ่าย JPEG ได้ราว 1,800 ภาพ พูดง่าย ๆ คือ RAW กินที่เกือบสามเท่า ตัวเลขนี้เป็นของกล้องรุ่นเดียว กล้องที่ความละเอียดสูงกว่าก็ใหญ่กว่านี้อีก

ไม่ใช่แค่การ์ด ฮาร์ดดิสก์ที่เก็บงาน และคอมที่ใช้แต่งภาพก็ต้องรับภาระมากขึ้นด้วย RAW เขียนลงการ์ดช้ากว่า กล้องบางรุ่นจึงถ่ายต่อเนื่องได้ช้าลงหรือได้จำนวนภาพน้อยลง และ RAW ของแต่ละยี่ห้อนามสกุลไม่เหมือนกัน ต้องใช้โปรแกรมที่รองรับกล้องรุ่นนั้นถึงจะเปิดได้

การ์ดความจำหลายใบวางเรียงกันข้างกล้องบนโต๊ะ เผื่อพื้นที่สำหรับ ไฟล์ RAW ที่ใหญ่กว่า JPEG
ถ้าจะเปลี่ยนมาถ่าย RAW ลองเช็คดูว่าการ์ดและที่เก็บงานของเราพอไหม เพราะไฟล์ใหญ่ขึ้นหลายเท่า

HEIF คืออะไร อยู่ตรงกลางระหว่างสองแบบหรือเปล่า?

กล้องรุ่นใหม่หลายตัว และมือถือหลายรุ่น มีไฟล์อีกแบบให้เลือกคือ HEIF ไฟล์นี้เป็นรูปที่ล้างอัดเสร็จแล้วเหมือน JPEG แต่รองรับได้ถึง 10 บิต หรือ 1,024 ระดับต่อสี Canon อธิบายว่าไฟล์ HEIF แบบ HDR PQ ของกล้องตัวเองมีขนาดใกล้กับ JPEG แต่ไล่สีได้เนียนกว่า

ฟังแล้วเหมือนได้ทั้งสองอย่าง แต่ยังมีเงื่อนไขอยู่ ไวท์บาลานซ์และสีก็ยังถูกฝังไว้แล้วเหมือน JPEG และจะเห็นคุณภาพเต็มที่ก็ต่อเมื่อเปิดบนจอที่รองรับ HDR ส่วนเว็บหรือโปรแกรมบางตัวยังเปิดไม่ได้ อาจต้องแปลงเป็น JPEG ก่อนส่ง ถ้าใช้มือถือเป็นหลัก HEIF ก็เป็นตัวเลือกที่ดี แต่ถ้าอยากแก้ได้กว้างจริง ๆ ก็ยังต้องเป็น RAW

มือถือที่เปิดแกลเลอรีรูปภาพอยู่ในมือ
รูปที่ถ่ายจากมือถือหลายรุ่นบันทึกเป็น HEIF ได้ ถ้าจะส่งเข้าโปรแกรมที่เปิดไม่ได้ ลองแปลงเป็น JPEG ก่อน

ตอนไหนที่ JPEG เป็นตัวเลือกที่ดีกว่า

งานที่ต้องส่งเร็วคือพื้นที่ของ JPEG ลองนึกถึงช่างภาพงานอีเวนต์ที่ต้องส่งรูปให้ลูกค้าโพสต์ระหว่างงาน หรือช่างภาพข่าวและกีฬาที่ต้องส่งรูปเข้ากองบรรณาธิการภายในไม่กี่นาที ถ้าต้องมานั่งล้างไฟล์ทีละภาพ ก็ไม่ทัน หลายคนในงานแบบนี้จึงตั้งค่าในกล้องให้ดีตั้งแต่ต้น แล้วถ่าย JPEG ไปเลย

งานที่ถ่ายเยอะมากก็เหมือนกัน รับปริญญาหรืองานวิ่งที่ถ่ายเป็นพันภาพ ถ้าทุกภาพเป็น RAW ก็กินทั้งการ์ด ทั้งฮาร์ดดิสก์ และเวลาแต่งภาพไปหลายเท่า

อีกกลุ่มคือคนที่ไม่ได้อยากแต่งภาพ ถ้าเราชอบสีที่กล้องให้มาอยู่แล้ว และตั้งค่ากล้องจนพอใจ JPEG ก็ทำงานได้ดีมาก ไม่ต้องรู้สึกผิดที่ไม่ได้ถ่าย RAW เลย

ช่างภาพถือกล้องถ่ายงานอีเวนต์ที่มีคนเยอะ
งานอีเวนต์ที่ต้องส่งรูประหว่างงาน JPEG ที่ตั้งค่าไว้ดีแล้วมักทันใจกว่า

ถ่าย RAW+JPEG พร้อมกัน ได้อะไรบ้าง

กล้องส่วนใหญ่ให้ตั้งเป็น RAW+JPEG ได้ กดชัตเตอร์ครั้งเดียว ได้สองไฟล์ ไฟล์ JPEG เอาไว้ส่งต่อหรือโพสต์ได้ทันที ส่วน RAW เก็บไว้เผื่อภาพที่อยากแต่งจริงจัง หรือภาพที่ถ่ายพลาดไปนิดแล้วอยากกู้

แบบนี้เหมาะกับคนที่กำลังหัดแต่งภาพ เพราะเราจะเทียบได้ว่ากล้องล้างให้แบบไหน แล้วเราล้างเองได้แบบไหน และเหมาะกับวันที่ไม่แน่ใจว่าจะต้องใช้ภาพไหนแบบไหน ของที่ต้องแลกคือพื้นที่การ์ดที่ใช้มากที่สุดในทุกแบบ และตอนถ่ายต่อเนื่องกล้องอาจเขียนไฟล์ไม่ทัน

ถ้ากล้องของเรามีสองช่องการ์ด ลองเปิดเมนูดูว่ามีตัวเลือกให้ RAW ลงการ์ดหนึ่ง แล้ว JPEG ลงอีกการ์ดไหม จะจัดการไฟล์ง่ายขึ้น

CREATOR SCHOOL THAILAND · GEAR

เลือกไฟล์จากงานตรงหน้า ไม่ใช่จากความเชื่อ

JPEG

ส่งเร็ว ถ่ายเยอะ ไม่อยากแต่ง

อีเวนต์ที่ต้องส่งระหว่างงาน ข่าว กีฬา รับปริญญา งานวิ่ง หรือคนที่ชอบสีจากกล้องอยู่แล้ว

ตั้งค่าในกล้องให้ดีตั้งแต่ต้น

RAW

อยากแก้ได้มาก

แสงยาก ไฟผสม ไฟเหลืองในร้าน ฟ้ากับเงาต่างกันมาก หรืองานที่จะแต่งภาพจริงจัง

เตรียมการ์ด ที่เก็บ และเวลาแต่งภาพ

RAW+JPEG

ยังไม่แน่ใจ หรือกำลังหัดแต่ง

JPEG ส่งต่อได้ทันที RAW เก็บไว้กู้ภาพที่พลาดหรือภาพที่อยากแต่ง

กินพื้นที่มากที่สุด

ไม่ว่าเลือกไฟล์ไหน วัดแสงให้ใกล้ที่ต้องการตั้งแต่หน้างาน ส่วนที่ขาวโพลน โฟกัสหลุด หรือภาพสั่น RAW ก็ช่วยไม่ได้

เรื่องที่หลายคนเข้าใจผิดเกี่ยวกับ ไฟล์ RAW

เรื่องแรก ถ่าย RAW แล้วภาพจะสวยขึ้นเอง จริง ๆ เปิด RAW ครั้งแรกบางทีภาพดูจืดกว่า JPEG ด้วยซ้ำ เพราะยังไม่มีใครปรุงให้ ความสวยมาจากตอนที่เราล้างเอง

เรื่องที่สอง มืออาชีพต้องถ่าย RAW ทุกงาน หลายงานมืออาชีพเลือก JPEG เพราะความเร็วสำคัญกว่า ทางเลือกที่ดีขึ้นอยู่กับว่างานต้องการอะไร

เรื่องที่สาม RAW กู้ได้ทุกอย่าง ส่วนที่ขาวโพลนแล้วกู้ไม่ได้ โฟกัสหลุดก็แก้ไม่ได้ ภาพสั่นก็ยังสั่นอยู่

เรื่องที่สี่ วิดีโอก็ได้ประโยชน์แบบเดียวกัน ไฟล์วิดีโอส่วนใหญ่ไม่ใช่ RAW ค่าไวท์บาลานซ์และสีถูกฝังไปแล้วเหมือน JPEG ถ้าถ่ายคลิป ยังต้องตั้งให้ถูกตั้งแต่หน้างานอยู่ดี

คืนนี้มาลองเทียบ ไฟล์ RAW กับ JPEG กัน

ตั้งกล้องเป็น RAW+JPEG แล้วถ่ายฉากเดียวกันสามภาพ ภาพแรกตั้งแสงพอดี ภาพที่สองมืดลงหนึ่งสต็อป ภาพที่สามถ่ายใต้ไฟเหลืองในบ้านโดยตั้งไวท์บาลานซ์เป็นแดด

เปิดทั้งสองไฟล์ในโปรแกรมแต่งภาพ แล้วลองดึงภาพที่สองให้สว่างเท่าภาพแรก กับแก้สีภาพที่สามให้ผิวกลับมาปกติ ซูมดูที่เงาและที่ผิว จะเห็นเองว่าไฟล์ไหนรับการแก้ได้มากกว่า และต่างกันพอที่เราจะยอมแลกพื้นที่การ์ดหรือเปล่า

ถ้าลองแล้วยังเห็นว่าแทบไม่ต่าง แปลว่างานของเราตอนนี้ JPEG ก็พอแล้ว แต่ถ้าโปรแกรมเปิด RAW ไม่ได้ ลองเช็คว่าโปรแกรมรองรับกล้องรุ่นของเราหรือยัง หรือลองแปลงเป็น DNG ซึ่งเป็น RAW แบบกลางที่ Adobe ทำขึ้นมาให้หลายโปรแกรมเปิดได้

คนถือกล้องถ่ายภาพในห้องนั่งเล่นที่เปิดโคมไฟสีอุ่น
ฉากใต้ไฟเหลืองในบ้านแบบนี้ เป็นที่ทดลองที่ดีว่าแก้สีจากไฟล์ไหนได้มากกว่า

สิ่งที่อยากให้จำกลับไป

RAW คือข้อมูลดิบจากเซนเซอร์ที่ยังไม่ได้ล้าง เก็บระดับสีได้หลายพันขั้น เปลี่ยนไวท์บาลานซ์ทีหลังได้เหมือนตอนถ่าย และดึงแสงที่พลาดไปนิดกลับมาได้ดีกว่า แลกกับไฟล์ที่ใหญ่ขึ้นหลายเท่าและเวลาแต่งภาพ JPEG เหมาะกับงานที่ต้องส่งเร็วหรือถ่ายเยอะ HEIF อยู่ตรงกลางสำหรับคนที่ไม่ได้แต่งภาพหนัก ส่วนใครยังไม่แน่ใจ RAW+JPEG คือทางที่ปลอดภัยที่สุด และไม่ว่าเลือกไฟล์ไหน การวัดแสงให้ดีตั้งแต่หน้างานก็ยังสำคัญที่สุดอยู่ดี

อ่านต่อ

ถ้าเพิ่งเริ่มจับกล้อง ลองดูบทเรียนคู่คลิป เริ่มถ่ายภาพ ตั้งแต่รู้จักกล้องจนลงมือถ่าย ใครถ่ายวิดีโอด้วย แวะอ่าน โปรไฟล์ Log คืออะไร จะเห็นว่าฝั่งวิดีโอก็มีวิธีเก็บข้อมูลเผื่อแก้ทีหลังในแบบของตัวเอง และถ้าอยากอ่านเรื่อง RAW แบบละเอียดขึ้น ลองดูบทเรียน RAW File Format ของ Cambridge in Colour

โยชูวา สมารมย์CreatorSchoolThailand

Yochuwa is the founder and editor-in-chief of CreatorSchoolThailand, a Thai media and education brand built for people who make media. His YouTube channel has grown past 145,000 subscribers and earned YouTube's Silver Creator Award, making it a go-to source for photography, filmmaking and content strategy in Thailand.

His approach is to teach the thinking behind the craft: how light, sound, story and platforms really work, so creators can make better decisions with whatever gear they own. Yochuwa has partnered with leading imaging brands including SIGMA Thailand and NiSi, runs the camera store Snapshot, and brings a background in web development to building CreatorSchoolThailand into a modern publisher for Thailand's creator economy.

บทความล่าสุด