SIGMA เพิ่งเปิดตัว FP2 เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2026 เป็นรุ่นต่อจาก fp ที่ออกมาตั้งแต่ปี 2019 และ SIGMA ยังเรียกมันว่ากล้องฟูลเฟรมที่บอดี้เล็กที่สุดในโลกเหมือนเดิม ราคาตั้งต้นในอเมริกาอยู่ที่ 2,199 ดอลลาร์สำหรับบอดี้เปล่า เริ่มวางขาย 11 พฤศจิกายน ส่วนราคาไทยตอนนี้ยังไม่ประกาศครับ

พอเป็นกล้องที่ตัวเล็กขนาดนี้ คำถามแรกที่คนมักถามคือ มันดีไหม แต่ผมว่าคำถามที่ช่วยเราได้มากกว่าคือ มันออกแบบมาให้ใคร แล้วเราตรงกับคนนั้นหรือเปล่า เพราะ FP2 ไม่ได้พยายามเป็นกล้องที่ทำได้ทุกอย่างในตัวเดียว มันเลือกความเล็กเป็นอันดับแรก แล้วปล่อยให้เราต่อเติมเอาเองตามงาน
บทความนี้เขียนจากสเปกทางการของ SIGMA และข้อสังเกตจากสื่อต่างประเทศที่ได้ลองเครื่องก่อนเปิดตัว ภาพทั้งหมดเป็นภาพทางการจาก SIGMA ยังไม่ใช่รีวิวจากการใช้งานจริงของเรานะครับ ถ้าอยากดูข่าวเปิดตัวแบบสรุปสเปก อ่านได้ที่ ข่าวเปิดตัว Sigma FP2

FP2 เปลี่ยนอะไรจากรุ่นแรก
หัวใจของรุ่นนี้คือเซนเซอร์ฟูลเฟรม 24.5 ล้านพิกเซลแบบ partially stacked ที่อ่านข้อมูลได้เร็วกว่าเดิม ผลที่ได้คือภาพบิดเวลาแพนกล้องหรือถ่ายของเคลื่อนที่ลดลง ถ่ายต่อเนื่องได้ราว 20 ภาพต่อวินาที และระบบโฟกัสเป็นแบบไฮบริดที่มีการตรวจจับเฟส จับได้ทั้งคน สัตว์ และนก
SIGMA ระบุว่าช่วงไดนามิกเรนจ์กว้างสุดราว 14.1 สต็อปเมื่อถ่าย 4K แบบเต็มเซนเซอร์ด้วย L-Log แปลว่าฉากที่ฟ้าสว่างแต่พื้นมืดอย่างภาพข้างล่าง ยังเหลือรายละเอียดให้ดึงกลับมาตอนเกรดสีได้เยอะ

ฝั่งวิดีโอขยับขึ้นเยอะ ถ่าย 6K open gate ที่ใช้พื้นที่เซนเซอร์เต็มได้ถึง 60p บันทึก 10-bit ในตัวกล้องพร้อมโปรไฟล์ L-Log ของ Leica และถ่าย ProRes RAW ได้ถึง 6K 30p บนตัวกล้องยังมีสวิตช์สลับโหมด STILL กับ CINE แยกเมนูและการตั้งค่าของแต่ละโหมดไว้คนละชุด

ส่วนที่คนเคยใช้รุ่นแรกน่าจะดีใจที่สุดคือแบตเตอรี่ก้อนใหม่ BP-91 ขนาด 16Wh ถ่ายภาพนิ่งได้ราว 370 ภาพ หรือวิดีโอราว 130 นาที SIGMA บอกว่าอึดกว่า fp ราว 30% นอกจากนี้ยังมีหน่วยความจำในตัว 70GB เพิ่มจากช่อง SD ถ่ายจนการ์ดเต็มก็บันทึกต่อในตัวกล้องได้

จอหลังก็เปลี่ยนจากจอติดตายเป็นจอพับ พับขึ้นได้ 90 องศาและพับลงได้ 45 องศา ช่อง HDMI เปลี่ยนจากไมโครเป็นขนาดเต็ม ตัวกล้องหนา 41.8 มม. บางกว่ารุ่นแรกนิดหน่อย น้ำหนักรวมแบตและการ์ดราว 460 กรัม

FP2 เหมาะกับใคร
กลุ่มแรกคือคนที่อยากพกกล้องฟูลเฟรมติดตัวทุกวัน แต่ไม่อยากแบกกล้องตัวใหญ่ ถ้าใส่เลนส์ตัวเล็ก FP2 คือฟูลเฟรมที่หยิบออกจากกระเป๋าได้โดยไม่รู้สึกว่าเป็นภาระ และแบตที่อึดขึ้นก็ทำให้ออกไปเที่ยวทั้งวันได้สบายกว่ารุ่นแรกมาก
กลุ่มที่สองคือคนทำวิดีโอที่ชินกับการริกกล้องอยู่แล้ว อยากได้บอดี้เล็กไว้ใส่บนกิมบอล ติดรถ หรือเป็นกล้องตัวที่สองในกองถ่าย ฟังก์ชันอย่าง ProRes RAW, L-Log, การรับ timecode และ Director’s Viewfinder ที่จำลองเฟรมของกล้องซีนีม่าอย่าง ARRI ALEXA 35 หรือ Sony VENICE 2 ได้ เป็นของที่คนกลุ่มนี้ได้ใช้จริง

กลุ่มที่สามคือคนที่อยู่ในระบบ L-Mount แล้ว หรือกำลังจะเข้า เพราะใช้เลนส์ของ SIGMA, Panasonic LUMIX และ Leica ได้หมด แบต BP-91 ก็เป็นแบบเดียวกับที่ LUMIX รุ่นใหม่ ๆ ใช้ ใครมีกล้อง LUMIX อยู่แล้วก็ใช้แบตร่วมกันได้
กลุ่มสุดท้ายคือคนที่ชอบเล่นสีจากหลังกล้อง FP2 มีปุ่ม Color แยกไว้เฉพาะ เลือกโหมดสีได้ 13 แบบ ถ่ายเสร็จแล้วใช้ได้เลยโดยไม่ต้องแต่งต่อ

ส่วนที่ควรรู้ก่อนตัดสินใจซื้อ
เรื่องแรกคือ FP2 ไม่มีระบบกันสั่นในตัวกล้อง ถ่ายภาพนิ่งยังพอไหว แต่ถ้าถือถ่ายวิดีโอด้วยมือเปล่า ภาพจะสั่นจนเห็นชัด TechRadar ที่ได้ลองเครื่องก่อนเปิดตัวก็พูดถึงเรื่องนี้ ทางออกคือใช้เลนส์ที่มีกันสั่น ใส่กิมบอล หรือบันทึกข้อมูลไจโรไว้ไปกันสั่นในโปรแกรมทีหลัง
เรื่องที่สองคือไม่มีช่องมองภาพในตัว ต้องซื้อ EVF-21 เพิ่ม ตัวนี้เป็นจอ OLED ความละเอียดราว 5.76 ล้านจุด เสียบเข้าทางพอร์ต USB-C และพับขึ้นได้ถึง 90 องศา ถ้าซื้อเป็นชุดพร้อมกล้องราคาอยู่ที่ 2,749 ดอลลาร์ แปลว่าเพิ่มจากบอดี้เปล่าราว 550 ดอลลาร์ และช่องมองภาพของ fp รุ่นเก่าเอามาใช้กับ FP2 ไม่ได้ด้วยนะครับ
เรื่องที่สามคือ FP2 ไม่มีชัตเตอร์กลไก ใช้ชัตเตอร์อิเล็กทรอนิกส์อย่างเดียวเหมือน fp รุ่นเดิม เซนเซอร์ใหม่ช่วยให้ภาพบิดน้อยลงก็จริง แต่ DPReview ระบุว่าความเร็วซิงก์แฟลชสูงสุดยังอยู่ที่ 1/50 วินาที ใครถ่ายแฟลชกลางแดดหรือถ่ายของที่เคลื่อนที่เร็วมากเป็นประจำ ควรคิดเรื่องนี้ให้ดี และถ้าจะใช้แฟลชก็ต้องซื้อ Hot Shoe Unit HU-21 เพิ่ม
เรื่องที่สี่คือ ProRes RAW บันทึกลงการ์ดหรือหน่วยความจำในตัวไม่ได้ ต้องต่อ SSD ภายนอกทางพอร์ต USB-C เท่านั้น เพราะบิตเรตในโหมด HQ สูงถึงราว 5,800 Mbps ถ้าตั้งใจซื้อเพราะ RAW ก็ต้องรวมค่า SSD และวิธียึด SSD กับตัวกล้องไว้ในงบด้วย
เรื่องที่ห้าคือการถือ ด้านหน้าตัวกล้องแบนไม่มีกริป ใส่เลนส์ตัวเล็กยังโอเค แต่พอใส่เลนส์ใหญ่จะถือไม่ถนัด ต้องพึ่งกริปเสริมอย่าง HG-11 ข้อดีคือรูยึดสายคล้องทั้งสองข้างและรูขาตั้งด้านล่างเป็นเกลียว 1/4 นิ้วมาตรฐานเดียวกันหมด จะต่ออุปกรณ์เสริมของ SIGMA หรือของยี่ห้ออื่นก็ทำได้ง่าย

ส่วนเรื่องเสียง การบันทึกแบบ 32-bit float ทำได้เมื่อต่อ HU-21 ร่วมกับอุปกรณ์เสียงของ Panasonic อย่าง DMW-XLR2 หรือ DMW-DMS1 และกล้องไม่มีช่องหูฟังแยก ต้องฟังผ่านพอร์ต USB-C แทน
ราคาจริงที่ควรเตรียม
ตัวเลข 2,199 ดอลลาร์คือจุดเริ่มต้นครับ ถ้างานของเราต้องใช้ช่องมองภาพ กริป แฟลช หรือ SSD ราคาทั้งระบบจะขยับขึ้นอีกพอสมควร TechRadar เองก็สรุปไว้ว่ากล้องตัวนี้ทำงานได้ดีที่สุดเมื่อมีอุปกรณ์เสริม และค่าอุปกรณ์เสริมนี่แหละที่ทำให้ราคารวมสูงขึ้นเร็ว
วิธีที่ผมว่าง่ายที่สุดคือไล่ดูว่างานของเราขาดชิ้นไหนไม่ได้จริง ๆ แล้วค่อยรวมงบ ถ้ากันสั่นในตัวสำคัญกับเรามาก ตลาดก็มีกล้องฟูลเฟรมตัวเล็กที่ใช้เซนเซอร์ระดับเดียวกันและมีกันสั่นให้เลือก แค่ต้องแลกกับความเป็นโมดูลาร์และขนาดที่เล็กสุดแบบนี้
ลองเช็คตัวเองก่อนตัดสินใจ
ลองเปิดรูปและคลิปที่ถ่ายในเดือนที่ผ่านมาดูครับ นับคร่าว ๆ ว่ากี่ครั้งที่ถือกล้องถ่ายวิดีโอด้วยมือเปล่า กี่ครั้งที่ใช้แฟลช และกี่ครั้งที่ยกกล้องขึ้นมาส่องช่องมองภาพ ถ้าคำตอบส่วนใหญ่คือบ่อยมาก FP2 จะต้องการอุปกรณ์เสริมหลายชิ้นกว่าจะตอบงานเรา แต่ถ้างานเราถ่ายบนขาตั้ง บนกิมบอล หรือแค่อยากมีฟูลเฟรมตัวเล็กติดตัวไว้ตลอด FP2 คือกล้องที่ออกแบบมาเพื่อเราพอดี
เพราะฉะนั้นคำถามที่ควรถามก่อนซื้อจึงไม่ใช่ว่า FP2 ดีไหม แต่เป็น เราอยากให้กล้องเล็กแค่ไหน และพร้อมจะต่อเติมมันเองหรือเปล่า
แล้วใครรอ FP2 อยู่บ้างครับ ตั้งใจจะเอาไปใช้กับงานแบบไหน
CreatorSchoolThailand ทำงานร่วมกับ SIGMA ในบางโปรเจกต์ บทความนี้ไม่ได้รับค่าตอบแทน
ที่มา: SIGMA Press Center, SIGMA FP2 (ภาพประกอบ), DPReview, TechRadar, CineD
