
ลองนึกภาพว่ามีคนส่งรูปกล้องมาให้ดูหนึ่งตัว ปิดโลโก้ไว้ แล้วถามว่าค่ายไหน หลายคนที่เห็น Canon EOS R8 Mark II ครั้งแรกตอบว่า Sony บ้าง Nikon บ้าง และไม่ได้มีแค่คนทั่วไปที่รู้สึกแบบนี้ Timothy Coleman บรรณาธิการกล้องของ TechRadar ก็เขียนไว้ในบทความลองจับว่ามันดูเหมือนกล้องของสองค่ายนั้นมาก ทั้งที่จริง ๆ เป็น Canon แท้ ๆ
เรื่องนี้ชวนคิดต่อได้ไกลกว่ากล้องรุ่นเดียว เพราะถ้าเอามิเรอร์เลสฟูลเฟรมรุ่นกลาง ๆ ของแต่ละค่ายมาวางเรียงกัน เราจะเห็นโครงที่คล้ายกันมาก บทความนี้จะพาดูว่า Canon พูดอะไรไว้บ้างเรื่องหน้าตาของ R8 Mark II อะไรที่ทำให้กล้องหลายค่ายเดินมาทางเดียวกัน และถ้าไม่นับหน้าตา ตัวกล้องรีวิวออกมาเป็นยังไง

Canon EOS R8 Mark II เปลี่ยนจากโค้งมนเป็นเหลี่ยม
ถ้าใครเคยจับ EOS R8 รุ่นแรก จะจำได้ว่ามันเป็นทรงโค้งมนแบบที่ Canon ใช้กับกล้อง EOS มานาน รุ่น Mark II เปลี่ยนตรงนี้ชัดที่สุด สื่อญี่ปุ่น Impress Digital Camera Watch สรุปว่าตัวกล้องใช้เส้นตรงเป็นหลัก ต่างจากผิวโค้งของ EOS R รุ่นก่อน ๆ และส่วนครอบช่องมองภาพด้านบนก็ทำเป็นพื้นเรียบ
ฝั่งรีวิวแตกเป็นสองทาง PetaPixel ตั้งชื่อรีวิวว่าเป็นกล้องที่ดีในหน้าตาที่คนชอบไม่ชอบแบ่งเป็นสองฝั่ง และผู้รีวิวเองมองว่านี่คือหนึ่งในมิเรอร์เลสของ Canon ที่หน้าตาดีที่สุด ส่วนกระแสด้านลบเริ่มตั้งแต่ภาพหลุดก่อนเปิดตัว
ฝั่ง TechRadar มองต่างออกไป ก่อนเปิดตัวมีข่าวลือว่า Canon จะทำกล้องที่ได้แรงบันดาลใจจาก AE-1 แต่ของจริงออกมาเป็นทรงร่วมสมัย Coleman ชอบเส้นสายเหลี่ยม ๆ แต่รู้สึกว่ากริปกับเส้นคม ๆ ชวนนึกถึง Sony มากกว่ามรดกของ Canon และมองว่า Canon พลาดโอกาสทำกล้องย้อนยุคเต็มตัวแบบที่ Nikon ทำกับ Zf
สองฝั่งพูดถึงหน้าตาชุดเดียวกัน ฝั่งหนึ่งเห็นความใหม่ อีกฝั่งเห็นความเหมือนกล้องค่ายอื่น

Canon พูดถึงหน้าตานี้ไว้ว่ายังไง
มาดูจากปากเจ้าของก่อน หน้าสินค้าของ Canon Thailand บรรยายว่าเป็นดีไซน์เรียบง่ายและทันสมัย ที่สมดุลระหว่างเส้นตรงกับเส้นโค้ง ข่าวประชาสัมพันธ์ฝั่งอเมริกาใช้คำว่าเป็นหน้าตาใหม่ที่ผสานสรีระสมัยใหม่กับบอดี้กะทัดรัดสำหรับพกเดินทาง และได้อิทธิพลจากดีไซน์กล้องคลาสสิกของ Canon
โฆษกของ Canon บอก TechRadar ว่าดีไซน์นี้ได้แรงบันดาลใจจากมรดกของ Canon แล้วบิดให้ทันสมัย โดยมีกล้องรุ่นเก่าอย่าง F-1, T80 และ AE-1 เป็นตัวอ้างอิง ส่วน PetaPixel รายงานว่า Canon โยงเส้นสายไปถึง T80 ปี 1985 และ EOS 650 ปี 1987 โดยเฉพาะตอนใส่กริปเสริม
รายละเอียดที่ลึกที่สุดอยู่ในรายงานของ Impress ซึ่งสรุปคำอธิบายจาก Canon ไว้ว่า เงาโครงของกล้องได้แรงบันดาลใจจาก EOS 650 ทั้งส่วนครอบช่องมองภาพที่แบน และเส้นเฉียงด้านล่างตอนใส่กริป EG-E2 ทั้งยังบอกว่าตอนแรกไม่ได้ตั้งใจทำเป็นกล้องย้อนยุค กลุ่มเป้าหมายคือคนรุ่นใหม่ที่อยากเริ่มเล่นมิเรอร์เลส และตอนนี้ยังไม่มีแผนใช้ดีไซน์นี้กับรุ่นอื่น แต่ถ้าตอบรับดีก็อาจต่อยอดในอนาคต
ย้อนดูต้นแบบกันนิดหนึ่ง T80 วางขายเดือนเมษายน 1985 เป็น SLR ระบบออโต้โฟกัสตัวแรกของ Canon ในเมาท์ FD และเลิกผลิตในปีถัดมา ส่วน EOS 650 ออกเดือนมีนาคม 1987 เป็นกล้อง EOS ตัวแรกและเป็นตัวที่เปิดตัวเมาท์ EF ส่วนเหตุผลลึกกว่านี้ว่าทำไมทีมออกแบบเลือกทางนี้ ผมยังไม่เจอบทสัมภาษณ์ทีมออกแบบที่ลงรายละเอียด จึงขอไม่เดาแทน Canon

ไม่มีกระจกแล้ว ทำไมยังมีโหนกตรงกลาง
คำถามนี้น่าสนใจ เพราะโหนกบนหัวกล้อง DSLR มีไว้ใส่ปริซึมที่สะท้อนภาพจากกระจกขึ้นมาให้ตาเรา พอเป็นมิเรอร์เลส กระจกหายไปแล้ว ก็ไม่ได้มีเหตุผลทางกลไกที่ต้องมีโหนกแบบเดิม แต่กล้องส่วนใหญ่ก็ยังมี
จุดเริ่มต้นอาจอธิบายได้บางส่วน Wikipedia บันทึกว่า Panasonic Lumix G1 ที่ออกในญี่ปุ่นเดือนตุลาคม 2008 ซึ่งเป็นมิเรอร์เลสตัวแรกของระบบ Micro Four Thirds ถูกออกแบบให้หน้าตาใกล้ DSLR มากที่สุด บทความของ Jose Antunes ใน ProVideo Coalition เล่าต่อว่า Olympus เคยลองทำกล้องไม่มีช่องมองภาพในตัว แล้วต้องเสียบช่องมองภาพแยกที่กลายเป็นโหนกใหญ่ด้านบน สุดท้ายก็กลับมาใช้ทรงแบบ SLR กับ E-M5 ในปี 2012 และผู้เขียนตั้งข้อสังเกตว่าเพราะนี่คือสิ่งที่คนจำนวนมากต้องการ
ในมุมของผม อีกเหตุผลที่ฟังขึ้นคือนิสัยการถ่ายของคน ช่องมองภาพที่อยู่ตรงแนวเลนส์ทำให้ตา เลนส์ และวัตถุอยู่ในเส้นเดียวกัน ซึ่งคนถ่ายภาพคุ้นมาตั้งแต่ยุคฟิล์ม ส่วนกล้องทรงเรนจ์ไฟน์เดอร์ที่ย้ายช่องมองภาพไปมุมซ้ายก็มีให้เลือกในหลายค่าย แปลว่าทางเลือกยังมีอยู่ แค่รุ่นหลักของแต่ละค่ายเลือกทางที่คนส่วนใหญ่ชินมือ
อีกกรอบหนึ่งคือขนาดเมาท์ เมาท์ Z ของ Nikon มีปากกว้าง 55 มม. ระยะหน้าแปลน 16 มม. เมาท์ RF ของ Canon กว้าง 54 มม. ระยะ 20 มม. ส่วน E ของ Sony กว้าง 46.1 มม. ระยะ 18 มม. เมื่อเซนเซอร์ฟูลเฟรมกับปากเมาท์ใหญ่ขนาดนี้ ด้านหน้ากล้องก็ต้องสูงพอจะรองรับ พื้นที่เหนือเมาท์จึงเหมาะจะวางช่องมองภาพ ข้อนี้เป็นการอ่านของผมจากตัวเลข ไม่ใช่คำอธิบายของแบรนด์

กริป แบต และกันสั่น ที่ดันบอดี้ไปทางเดียวกัน
มิเรอร์เลสต้องจ่ายไฟให้เซนเซอร์และช่องมองภาพอิเล็กทรอนิกส์ตลอดเวลา แบตจึงหมดเร็วกว่า DSLR ตัวอย่างที่เห็นชัดคือ Sony จาก a7 II ที่ใช้แบต NP-FW50 ถ่ายได้ราว 350 ภาพตามมาตรฐาน CIPA และหนัก 599 กรัม มาเป็น a7 III ที่ใช้แบต NP-FZ100 ถ่ายได้ราว 710 ภาพ หนัก 650 กรัม แบตก้อนใหญ่ขึ้นก็ต้องการกริปที่ลึกขึ้นมาใส่
R8 Mark II ก็เจอแรงแบบเดียวกันจากอีกทาง ตัวกล้องเพิ่มกันสั่นในบอดี้ ข้อมูลจาก Y.M.Cinema ระบุขนาด 131.4 x 90 x 79.7 มม. หนัก 546 กรัม เทียบกับรุ่นแรก 132.5 x 86.1 x 70 มม. หนัก 461 กรัม หนาขึ้นเกือบหนึ่งเซนติเมตร ผู้รีวิวของ ASCII บอกว่าตัวกล้องหนาขึ้นเพราะกันสั่น แต่กริปกับมุมของปุ่มชัตเตอร์ทำให้ถือแน่นมือขึ้นด้วย
รายละเอียดเล็ก ๆ ก็เดินไปทางเดียวกับคู่แข่ง จอยสติ๊กเลือกจุดโฟกัสที่ R8 รุ่นแรกไม่มีถูกวางไว้ใกล้ปุ่ม AF-ON ใต้นิ้วโป้ง ช่องการ์ด SD ย้ายไปอยู่ด้านข้างเพื่อไม่ให้เพลทขาตั้งบัง
เมื่อทุกค่ายออกแบบให้มือคนแบบเดียวกันถือ คำตอบที่ได้ก็มักออกมาใกล้กัน

ไม่นับหน้าตา ตัวกล้องรีวิวออกมาเป็นยังไง
R8 Mark II ราคาเปิดตัวในอเมริกา 1,899 ดอลลาร์เฉพาะบอดี้ และ 2,099 ดอลลาร์พร้อมเลนส์ 24-50mm ส่วนหน้าเว็บ Canon Thailand ตั้งราคาแนะนำบอดี้ไว้ 57,690 บาท ข้างในยังเป็นเซนเซอร์ฟูลเฟรม 24.2 ล้านพิกเซล เพิ่มกันสั่นในบอดี้ที่ Canon ระบุว่าได้สูงสุด 7.5 สต็อปที่กลางภาพ ถ่ายต่อเนื่องได้ 40 ภาพต่อวินาทีด้วยชัตเตอร์อิเล็กทรอนิกส์ พร้อมโหมดเก็บภาพก่อนกดสุด และถ่าย 4K60p แบบไม่ครอปที่ย่อมาจาก 6K
ข้อดีที่รีวิวหลายเจ้าพูดตรงกันคือกันสั่นในบอดี้ จอยสติ๊กที่ทำให้คุมกล้องง่ายขึ้น กริปที่ดี และฟีเจอร์วิดีโอที่ครบ Digital Camera World ชมเรื่องสรีระและคุณภาพไฟล์ในราคานี้ PetaPixel ชอบโหมด Color Filters ใหม่และโฟกัสที่ไว้ใจได้ และบอกว่าพอถือจริงก็รู้สึกเหมือนกล้อง Canon ทั่วไป เสียงแตกส่วนใหญ่จึงอยู่ที่หน้าตามากกว่าการใช้งาน
ข้อเสียก็ชัดเหมือนกัน แบตยังเป็น LP-E17 ก้อนเดิม ถ่ายผ่านช่องมองภาพได้ราว 220 ภาพ จอหลังและช่องมองภาพยังเป็นสเปกเดิมจากรุ่นแรก PetaPixel บอกว่าจอหลังมืดและดูยากกลางแดด มีช่องการ์ดช่องเดียว และราคาก็สูงกว่า R8 รุ่นแรกที่เปิดตัว 1,499 ดอลลาร์ เรื่องความทนทาน Canon ระบุว่ามีซีลกันฝุ่นกันละอองในหลายจุด ส่วน TechRadar มองว่าบอดี้ยังเป็นระดับเริ่มต้น ไม่ได้กันสภาพอากาศเต็มรูปแบบ
TechRadar ยังเทียบกับ Nikon Z5II ที่ออกก่อนราวหนึ่งปีและราคาถูกกว่า โดย Z5II เปิดตัวที่ 1,699.95 ดอลลาร์ มีบอดี้แมกนีเซียมกันฝุ่นกันละออง และจอที่ดีกว่า Coleman จึงมองว่าสำหรับคนที่ยังไม่ผูกกับระบบ Canon Z5II น่าเลือกกว่า แต่สำหรับคนที่มีเลนส์ RF อยู่แล้วและไม่ต้องการบอดี้ระดับ R6 R8 Mark II ยังเป็นการอัปเกรดที่สมเหตุสมผล

แล้วมันแปลว่าอะไรกับเรา
ข้อแรก กล้องหน้าตาคล้ายกันไม่ได้แปลว่าใครลอกใคร มันเป็นผลจากโจทย์ชุดเดียวกัน ทั้งเซนเซอร์ฟูลเฟรม ปากเมาท์ใหญ่ แบตที่ต้องอึดขึ้น กันสั่นที่กินพื้นที่ และมือคนที่ถือกล้องเหมือนกันทุกค่าย ความต่างจริงยุคนี้จึงย้ายไปอยู่ที่ระบบเลนส์ เมนู สีไฟล์ และความรู้สึกตอนจับมากกว่าเงาโครงภายนอก
ข้อสอง หน้าตายังสำคัญ กล้องที่เราชอบมองมักเป็นกล้องที่เราหยิบออกไปถ่ายบ่อยกว่า แต่ควรเช็คของที่ใช้ทุกวันควบคู่ไปด้วย อย่างแบตอยู่ได้กี่ภาพ จอสู้แดดไหวไหม และเลนส์ที่อยากได้มีในระบบนั้นหรือเปล่า
ลองทำแบบทดลองเล็ก ๆ คืนนี้ดู เปิดหน้าเว็บทางการของสามสี่ค่าย แคปภาพกล้องมุมหน้าตรงมา ครอปโลโก้ออก แล้วส่งให้เพื่อนทายว่าตัวไหนค่ายไหน ถ้าทายถูกไม่ถึงครึ่ง ก็เป็นหลักฐานส่วนตัวว่าเงาโครงไม่ได้บอกความต่างอีกแล้ว จากนั้นค่อยไปจับตัวจริงที่ร้าน หลับตาแล้วดูว่านิ้วโป้งไปตกตรงไหน ตรงนั้นแหละที่ความต่างยังอยู่

สรุป
ในคำอธิบายของ Canon ไม่มีตรงไหนพูดถึง Sony หรือ Nikon เลย สิ่งที่ Canon พูดคือหยิบเส้นสายจากกล้องรุ่นเก่าอย่าง T80 และ EOS 650 มาทำใหม่ให้ทันสมัย แต่พอเส้นตรงเข้าไปอยู่ในโครงที่ทุกค่ายใช้คล้ายกัน ผลลัพธ์ก็เลยดูคุ้นตาสำหรับหลายคน ส่วนตัวกล้องเองได้ทั้งคำชมและข้อติที่ชัดเจน ซึ่งควรดูประกอบกันก่อนตัดสินจากหน้าตา
ใครมีกล้องที่หน้าตาโดนใจเป็นพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นรุ่นใหม่หรือกล้องฟิล์มเก่าที่เก็บไว้ในตู้ เล่าให้ฟังกันได้ว่าตัวไหน และชอบตรงไหนของมัน
อ่านต่อ
รวมรีวิว Canon EOS R8 II · ขนาดเซนเซอร์ Full Frame, APS-C, M43 ต่างกันยังไง
ที่มา: TechRadar · PetaPixel · Digital Camera World · Impress Digital Camera Watch · Canon Thailand · ProVideo Coalition · Y.M.Cinema · PetaPixel Nikon Z5II
