
เคยเป็นไหม ซื้อ การ์ดความจำ ที่หน้ากล่องเขียนตัวใหญ่ว่า 200MB/s มาใส่กล้อง พอกดอัดวิดีโอ 4K ได้ไม่กี่วินาที กล้องก็หยุดเอง หรือขึ้นข้อความว่าการ์ดช้าเกินไป ทั้งที่ตัวเลขบนการ์ดดูเร็วมาก แล้วตกลงการ์ดไม่ดี หรือว่าเราอ่านตัวเลขผิดตัว?
ในบทความนี้เราจะมาแกะสัญลักษณ์บนการ์ดกันทีละตัว ตั้งแต่เลขในวงกลม ตัว U ตัว V คำว่า UHS-I กับ UHS-II ไปจนถึง CFexpress แล้วลองเทียบกับบิตเรตของกล้องแบบที่คิดเองได้ ปิดท้ายด้วยวิธีเช็คการ์ดปลอมและการสำรองไฟล์ หลักนี้ใช้ได้กับกล้องทุกยี่ห้อ รวมถึงโดรนและกล้องแอ็กชันด้วย
ตัวเลขบน การ์ดความจำ บอกคนละเรื่องกัน
ลองหยิบการ์ด SD สักใบขึ้นมาดู เราจะเห็นตัวเลขหลายชุดอยู่บนหน้าเดียวกัน และแต่ละชุดตอบคำถามคนละข้อ
ตัวเลขที่ใหญ่ที่สุดบนหน้าการ์ด เช่น 170MB/s หรือ 300MB/s มักเป็นความเร็วสูงสุด และส่วนใหญ่เป็นความเร็วตอนอ่านไฟล์ออก ซึ่งได้เต็มก็ต่อเมื่อใช้กับเครื่องอ่านการ์ดที่รองรับ ตัวเลขนี้ช่วยตอนโหลดไฟล์เข้าคอม แต่ไม่ได้บอกว่าตอนกล้องเขียนวิดีโอลงการ์ดจะเร็วแค่ไหน
ส่วนสัญลักษณ์เล็ก ๆ อย่างเลข 10 ในวงกลม ตัว U ที่มีเลข 1 หรือ 3 อยู่ข้างใน และตัว V ที่ตามด้วยตัวเลข อันนี้คือคลาสความเร็ว ที่ SD Association ซึ่งเป็นองค์กรกลางที่กำหนดมาตรฐานการ์ด SD นิยามไว้ว่าเป็น ความเร็วเขียนต่อเนื่องขั้นต่ำ พูดง่าย ๆ คือการ์ดสัญญาว่าจะเขียนได้ไม่ช้ากว่านี้ ตลอดเวลาที่กล้องอัดวิดีโออยู่
CREATOR SCHOOL THAILAND · GEAR
บนการ์ดใบเดียว ตัวเลขบอกคนละเรื่อง
ตัวเลขใหญ่ MB/s
เช่น 170MB/s หรือ 300MB/s
ความเร็วสูงสุด ส่วนใหญ่เป็นความเร็วอ่าน ได้เต็มเมื่อใช้เครื่องอ่านที่รองรับ
ช่วยตอน โหลดไฟล์เข้าคอม
C10 · U3 · V30
สัญลักษณ์เล็ก ๆ บนหน้าการ์ด
ความเร็วเขียนต่อเนื่องขั้นต่ำ ตัวเลขคือ MB/s เช่น V30 อย่างน้อย 30MB/s
ช่วยตอน กล้องอัดวิดีโอ
UHS-I · UHS-II
ดูจากหน้าสัมผัสด้านหลัง
ช่องทางที่การ์ดคุยกับกล้อง แถวเดียวคือ UHS-I สองแถวคือ UHS-II
ต้องตรงกับ ช่องการ์ดของกล้อง
C10 และ U1 คือ 10MB/s · U3 และ V30 คือ 30MB/s · V60 คือ 60MB/s · V90 คือ 90MB/s ตามนิยามของ SD Association
ที่ต้องแยกให้ออกก็เพราะกล้องตอนอัดวิดีโอไม่ได้ต้องการความเร็วสูงสุดแค่แป๊บเดียว แต่ต้องการให้เขียนได้สม่ำเสมอตลอดหลายนาที ถ้าการ์ดเขียนช้าลงกลางทาง หน่วยความจำพักข้อมูลในกล้องจะเต็ม แล้วกล้องก็จะหยุดอัดเอง
C10 U3 V30 แปลว่าอะไรบน การ์ดความจำ
คลาสความเร็วมีอยู่สามตระกูล ไล่จากรุ่นเก่ามารุ่นใหม่ ตระกูลแรกคือ Speed Class เป็นตัว C หรือเลขในวงกลม มี 2, 4, 6 และ 10 ตัวเลขคือเมกะไบต์ต่อวินาที C10 ก็คือเขียนต่อเนื่องได้อย่างน้อย 10MB/s
ตระกูลที่สองคือ UHS Speed Class เป็นตัว U มีแค่ U1 กับ U3 โดย U1 คือ 10MB/s และ U3 คือ 30MB/s
ตระกูลที่สามคือ Video Speed Class เป็นตัว V มี V6, V10, V30, V60 และ V90 อ่านง่ายที่สุด เพราะตัวเลขหลัง V คือความเร็วขั้นต่ำตรง ๆ V30 คือ 30MB/s และ V90 คือ 90MB/s ตระกูลนี้ทำออกมาเพื่องานวิดีโอความละเอียดสูงอย่าง 4K และ 8K โดยเฉพาะ
จะเห็นว่า U3 กับ V30 ก็คือ 30MB/s เท่ากัน การ์ดหลายใบเลยพิมพ์ทั้งสองตัวไว้คู่กัน ไม่ต้องงงว่าใบไหนเร็วกว่า

ถ้ากล้องหรือคู่มือบอกเป็นตัว V ลองดูตัว V บนการ์ดเป็นหลัก เพราะเทียบกันได้ตรงที่สุด
มีเงื่อนไขเล็ก ๆ ที่ควรรู้ด้วย ความเร็วขั้นต่ำนี้รับประกันภายใต้วิธีเขียนตามมาตรฐาน ซึ่งกล้องวิดีโอทำอยู่แล้ว แต่ไม่ได้แปลว่าการ์ดจะเร็วเท่านี้ในทุกสถานการณ์ เช่น ตอนก๊อปไฟล์เล็ก ๆ หลายพันไฟล์ในคอม
UHS-I กับ UHS-II ต่างกันตรงหน้าสัมผัส
อีกคำที่เจอบ่อยคือ UHS-I กับ UHS-II อันนี้ไม่ใช่คลาสความเร็ว แต่เป็นช่องทางที่การ์ดคุยกับกล้อง เทียบได้กับจำนวนเลนถนน
ลองพลิกการ์ดดูด้านหลัง การ์ด UHS-I จะมีหน้าสัมผัสทองแถวเดียว ส่วน UHS-II จะมีหน้าสัมผัสแถวที่สองเพิ่มเข้ามา ตามมาตรฐานของ SD Association ช่อง UHS-I วิ่งได้สูงสุดราว 104MB/s ส่วน UHS-II ได้สูงสุด 156MB/s หรือ 312MB/s แล้วแต่โหมด
ตรงนี้ผูกกับตัว V ด้วย ตามมาตรฐาน V30 ใช้ได้บนช่อง UHS-I แต่ V60 และ V90 นิยามไว้บน UHS-II ขึ้นไป เพราะเลนเดียวแบบ UHS-I ไม่พอให้เขียนต่อเนื่องเร็วขนาดนั้น การ์ด V60 และ V90 ที่ขายกันจึงเป็นการ์ด UHS-II แทบทั้งหมด

การ์ด SD ออกแบบให้ใช้ข้ามรุ่นได้ การ์ด UHS-II ใส่กล้องที่มีช่อง UHS-I ก็ยังใช้ได้ แต่จะวิ่งได้แค่ความเร็วที่ช่องนั้นรองรับ ก่อนซื้อการ์ดแพง ลองเช็คสเปกกล้องของเราดูก่อนว่าช่องการ์ดเป็นแบบไหน ถ้ากล้องเป็น UHS-I อย่างเดียว ซื้อ UHS-II มาก็ได้ประโยชน์แค่ตอนโหลดไฟล์เข้าคอม
CFexpress Type A กับ Type B คืออีกระดับหนึ่ง
กล้องรุ่นใหม่ที่ถ่ายวิดีโอบิตเรตสูงมาก ๆ หรือถ่ายภาพต่อเนื่องเร็ว ๆ หลายตัวใช้การ์ดอีกตระกูลชื่อ CFexpress ซึ่งข้างในทำงานคล้าย SSD ในคอม
CFexpress มีหลายขนาด ที่เจอในกล้องคือ Type A กับ Type B สองแบบนี้ขนาดไม่เท่ากัน ใส่แทนกันไม่ได้ Type A ตัวเล็กใกล้เคียงการ์ด SD และกล้องบางรุ่นทำช่องที่รับได้ทั้ง CFexpress Type A และ SD ในช่องเดียว ส่วน Type B ตัวใหญ่กว่า ขนาดเดียวกับการ์ด XQD รุ่นเก่า

ความเร็วสูงสุดตามสเปก CFexpress 2.0 คือ Type A ราว 1GB/s และ Type B ราว 2GB/s ส่วนเวอร์ชัน 4.0 ที่ประกาศในปี 2023 เพิ่มเป็นสองเท่า ตัวเลขพวกนี้สูงกว่า SD หลายเท่า แต่ก็เหมือนเดิม ตัวเลขสูงสุดไม่ได้บอกความเร็วเขียนขั้นต่ำ
ฝั่ง CFexpress ใช้ป้าย VPG ของ CompactFlash Association แทนตัว V โดย VPG200 คือเขียนต่อเนื่องขั้นต่ำ 200MB/s และ VPG400 คือ 400MB/s สมาคมยังเตือนไว้ด้วยว่าค่า VPG ในการ์ดบางใบตั้งไว้ได้ทั้งที่ไม่ได้ผ่านการรับรอง ถ้าจะซื้อไปใช้งานหนัก ลองเช็คชื่อรุ่นในรายการการ์ดที่ผ่านการรับรองบนเว็บของสมาคมดู
ถ้ากล้องมีช่องเดียว ไม่ต้องคิดเยอะ ดูว่ากล้องรับการ์ดแบบไหน แล้วเลือกตามนั้นได้เลย
เทียบบิตเรตกับ การ์ดความจำ ด้วยการหารแปด
มาถึงส่วนที่ใช้งานได้จริงที่สุดกัน กล้องบอกบิตเรตวิดีโอเป็น Mbps คือเมกะบิตต่อวินาที แต่การ์ดบอกเป็น MB/s คือเมกะไบต์ต่อวินาที หนึ่งไบต์มีแปดบิต เราเลยแปลงได้ด้วยการหารแปด
ลองดูตัวอย่างจากคู่มือกล้อง Sony FX3A ซึ่งบอกไว้ชัด ไฟล์ Full HD 100Mbps หารแปดได้ราว 12.5MB/s คู่มือให้ใช้การ์ด U3 ขึ้นไป ไฟล์ 4K 280Mbps ได้ราว 35MB/s เกิน 30 ไปนิดเดียว คู่มือเลยให้ใช้ V60 ขึ้นไป และไฟล์ 4K แบบ All-Intra 600Mbps ได้ราว 75MB/s คู่มือให้ใช้ V90 หรือ CFexpress Type A ที่เป็น VPG200
CREATOR SCHOOL THAILAND · GEAR
บิตเรตหารแปด แล้วเลือกคลาสที่สูงกว่า
100 Mbps
Full HD ทั่วไป
12.5 MB/s
U3 ขึ้นไป
280 Mbps
4K ไฟล์บีบอัดปกติ
35 MB/s
V60 ขึ้นไป
600 Mbps
4K แบบ All-Intra
75 MB/s
V90 หรือ CFexpress VPG200
ตัวอย่างการจับคู่จากคู่มือ Sony FX3A กล้องแต่ละรุ่นกำหนดต่างกันได้ ลองเปิดหน้าการ์ดที่ใช้ได้ในคู่มือกล้องของเราดู
จะเห็นว่าวิธีคิดตรงไปตรงมามาก เอาบิตเรตสูงสุดที่เราจะใช้มาหารแปด แล้วเลือกคลาสที่ตัวเลขสูงกว่าผลลัพธ์ ถ้าผลออกมาใกล้ขอบมาก ลองขยับขึ้นไปอีกขั้นเผื่อไว้ด้วย
ที่สำคัญคือดูโหมดที่บิตเรตสูงที่สุดที่เราใช้จริง เช่น ภาพช้า 120fps หรือไฟล์ All-Intra ที่ใช้ตอนต้องการเกรดสีหนัก ๆ ส่วนใครถ่าย โปรไฟล์ Log ไว้เกรดสี ก็ลองเช็คบิตเรตของโหมดที่ใช้คู่กันด้วย
ทุกครั้งที่ซื้อกล้องใหม่ ลองเปิดคู่มือหน้าการ์ดที่ใช้ได้ดูก่อน ผู้ผลิตส่วนใหญ่เขียนไว้ให้แล้วว่าโหมดไหนต้องใช้คลาสอะไร
การ์ดความจำ ปลอม เช็คยังไงก่อนเอาไปใช้งานจริง
การ์ดปลอมแบบที่เจอบ่อยที่สุดคือการ์ดความจุน้อยที่ถูกแก้ให้คอมมองเห็นว่าความจุเยอะ เช่น ข้างในมีจริงแค่ 32GB แต่โชว์เป็น 128GB ตอนใช้แรก ๆ จะดูปกติดี จนเขียนเกินความจุจริงไป ไฟล์ที่เกินจะเสียหรือเปิดไม่ได้ ซึ่งมักรู้ตัวตอนกลับมาบ้านแล้วไฟล์งานหายไปครึ่งหนึ่ง
อีกแบบคือการ์ดที่พิมพ์คลาสสูงไว้ แต่เขียนได้ช้ากว่าที่บอก แบบนี้จะเจออาการกล้องหยุดอัดกลางทาง

วิธีกันที่ง่ายที่สุดคือซื้อจากร้านหรือตัวแทนจำหน่ายที่ได้รับอนุญาต และระวังการ์ดที่ราคาถูกผิดปกติ แล้วพอได้การ์ดมา ลองทดสอบความจุจริงก่อนเอาไปใช้งาน โดยใช้โปรแกรมที่เขียนไฟล์ทดสอบลงไปจนเต็มแล้วอ่านกลับมาเทียบ บน Windows ใช้ H2testw บน Mac ใช้ F3 ได้ ถ้าการ์ดของแท้ โปรแกรมจะจบโดยไม่มีข้อผิดพลาด ถ้าเป็นของปลอม มันจะบอกว่าเขียนได้จริงแค่เท่าไร
การทดสอบนี้เขียนทับทั้งการ์ด เลยต้องทำตอนการ์ดยังว่าง และใช้เวลานานพอสมควรตามความจุ ลองเปิดทิ้งไว้ตอนกลางคืนดู
ถ่ายเสร็จแล้ว อย่าให้ไฟล์มีอยู่ที่เดียว
การ์ดเป็นที่พักไฟล์ระหว่างถ่าย ไม่ใช่ที่เก็บถาวร การ์ดแท้ก็เสียได้ ทำหายได้ หรือโดนฟอร์แมตทับโดยไม่ตั้งใจ ถ้างานนั้นสำคัญ ลองใช้หลักที่คนทำงานไฟล์ใช้กันมานานที่เรียกว่า 3-2-1 คือมีไฟล์สามชุด เก็บบนอุปกรณ์อย่างน้อยสองแบบ และมีหนึ่งชุดอยู่นอกบ้านหรือบนคลาวด์
สำหรับคนทำคอนเทนต์ทั่วไป ลองเริ่มจากแบบนี้ดู กลับถึงบ้านก๊อปไฟล์จากการ์ดลงคอม แล้วก๊อปอีกชุดลงฮาร์ดดิสก์ภายนอก รอจนเช็คแล้วว่าไฟล์เปิดได้ครบทั้งสองที่ค่อยฟอร์แมตการ์ด ส่วนชุดที่สามจะเป็นคลาวด์หรือฮาร์ดดิสก์อีกลูกที่ฝากไว้ที่อื่นก็ได้

ถ้ากล้องมีสองช่อง หลายรุ่นตั้งให้บันทึกลงสองการ์ดพร้อมกันได้ ช่วยกันกรณีการ์ดใบหนึ่งเสียกลางงาน แต่สองใบที่อยู่ในกล้องตัวเดียวกันก็ยังไม่นับเป็นการสำรองนอกสถานที่ ถ้ากล้องหายก็หายทั้งคู่
เรื่องที่หลายคนเข้าใจผิดเกี่ยวกับ การ์ดความจำ
เรื่องแรก ตัวเลขใหญ่หน้ากล่องคือความเร็วที่กล้องใช้อัด อันนี้ไม่ใช่ ตัวเลขนั้นมักเป็นความเร็วอ่านสูงสุด ตัวที่บอกว่าอัดวิดีโอได้ไหมคือตัว U ตัว V หรือ VPG
เรื่องที่สอง ซื้อการ์ดแพงที่สุดไว้ก่อนดีที่สุด ถ้ากล้องเป็น UHS-I และถ่ายบิตเรตไม่สูง การ์ด V30 ก็พอแล้ว เงินที่เหลือเอาไปซื้อการ์ดใบที่สองหรือฮาร์ดดิสก์สำรองไฟล์จะคุ้มกว่า ส่วนใครกำลังจัดชุดอุปกรณ์ชุดแรก ลองอ่านเรื่อง กล้องแพง ไม่ใช่ของชิ้นแรกที่ต้องซื้อ ประกอบดู
เรื่องที่สาม การ์ดความจุเยอะใบเดียวสะดวกที่สุด สะดวกจริง แต่ถ้าใบนั้นเสียหรือหาย งานทั้งทริปก็หายไปด้วย หลายคนเลยเลือกแบ่งเป็นการ์ดขนาดกลางหลายใบแทน

คืนนี้มาลองเช็คการ์ดของเรากัน
หยิบการ์ดทุกใบที่มีอยู่ออกมาวางเรียงกัน แล้วจดสามอย่างของแต่ละใบ คือตัว U หรือตัว V มีหน้าสัมผัสแถวเดียวหรือสองแถว และความจุ
จากนั้นเปิดเมนูวิดีโอในกล้อง ดูว่าโหมดที่เราใช้บ่อยที่สุดมีบิตเรตกี่ Mbps แล้วหารแปด เทียบกับตัวเลขบนการ์ดดู ใบไหนผ่าน ใบไหนเอาไว้ถ่ายภาพนิ่งอย่างเดียวดีกว่า ก็จะเห็นชัดเลย
ถ้ามีการ์ดใบไหนที่ซื้อมาถูกผิดปกติ ลองทดสอบความจุด้วย H2testw หรือ F3 ทิ้งไว้ข้ามคืนดู
ถ้าทำแล้วกล้องยังหยุดอัดเองอยู่ ทั้งที่คลาสการ์ดผ่าน ลองฟอร์แมตการ์ดในกล้องตัวที่ใช้ แล้วลองอัดใหม่ ถ้ายังเป็นอยู่ ลองเทียบกับการ์ดอีกใบดู เพราะการ์ดที่ใช้มานานหรือเป็นของปลอมก็เขียนช้าลงได้
สิ่งที่อยากให้จำกลับไป
ตัวเลขใหญ่บนการ์ดมักเป็นความเร็วอ่านสูงสุด ส่วนตัว U ตัว V และ VPG คือความเร็วเขียนขั้นต่ำที่กล้องต้องใช้ตอนอัดวิดีโอ UHS-I กับ UHS-II คือช่องทางที่การ์ดคุยกับกล้อง ดูได้จากแถวหน้าสัมผัส เลือกการ์ดด้วยการเอาบิตเรตหารแปด แล้วเช็คกับคู่มือกล้องอีกครั้ง ซื้อจากร้านที่เชื่อถือได้ ทดสอบก่อนใช้ และอย่าให้ไฟล์งานมีอยู่ที่เดียว
อ่านต่อ
ถ้ายังสงสัยว่าทำไมบางโหมดบิตเรตสูงกว่า ลองอ่าน เฟรมเรต 24 30 60fps ต่างกันยังไง ใครใช้กล้องถ่ายคลิปอยู่แล้ว ลองดูบทเรียนคู่คลิป ตั้งค่า Lumix S9 สำหรับถ่ายวิดีโอ ที่ไล่ตั้งค่าก่อนกดอัด ส่วนใครอยากดูนิยามคลาสความเร็วจากต้นทาง ลองเปิดหน้า Speed Class ของ SD Association และตัวอย่างการจับคู่บิตเรตกับการ์ดใน คู่มือ Sony FX3A
