
ต้นเดือนตุลาคม 2026 adidas Originals ประกาศรองเท้าโบว์ลิ่งสองสีใหม่ที่ทำร่วมกับ Brain Dead แบรนด์เสื้อผ้าและกลุ่มคนทำงานสร้างสรรค์ที่ไอเดียแรกเริ่มเกิดขึ้นในปี 2015 มี Kyle Ng เป็น CEO และ Creative Director ด้านข้างรองเท้ามีชื่อทั้งสองแบรนด์ปั๊มลงบนหนังคู่กัน วางขายวันที่ 8 ตุลาคม ทั้งในแอปของ adidas และในเว็บของ Brain Dead เอง นี่คือตัวอย่างของ Co-branding หรือการที่สองแบรนด์ทำสินค้าชิ้นเดียวกันออกมาภายใต้ชื่อของทั้งคู่
ฟังดูเป็นเรื่องของแบรนด์ใหญ่ แต่ถ้าย้อนดูว่าคู่นี้เริ่มยังไง จะเห็นว่ามีหลายอย่างที่ร้านเล็กในไทยเอามาใช้ได้ ในบทความนี้เราจะมาดูกันว่าจะเลือกคู่ยังไง แบ่งค่าใช้จ่ายกับลูกค้ายังไงไม่ให้ทะเลาะกันทีหลัง ทำคอนเทนต์อะไรได้บ้าง และควรเขียนข้อตกลงอะไรไว้ก่อนเริ่ม
เคส adidas กับ Brain Dead บอกอะไรเรื่อง Co-branding
ห้องข่าวของ adidas เล่าว่า สองแบรนด์นี้ทำงานด้วยกันมาหลายปี โดยหยิบรองเท้าและเสื้อผ้ารุ่นเก่าในคลังของ adidas มาทำใหม่ในแบบของ Brain Dead รองเท้าโบว์ลิ่งรุ่นนี้ออกครั้งแรกในปี 2024 โดยปล่อยให้เพื่อนและคนใกล้ตัวก่อน พอคนสนใจเยอะ ถึงค่อยขายวงกว้างขึ้น แล้วรอบนี้ก็ต่อยอดเป็นสีใหม่

ลองแยกออกมาเป็นข้อ ๆ จะเห็นว่ามีสี่อย่างที่ร้านเล็กเอาไปใช้ได้ เรื่องแรก เริ่มจากรอบเล็กก่อน ลองกับคนกลุ่มเล็ก ๆ ดูว่าคนสนใจจริงไหม แล้วค่อยขยาย เรื่องที่สอง ของชิ้นนั้นมีตัวตนของทั้งสองฝั่งชัดเจน คนเห็นแล้วรู้เลยว่าเป็นของใครกับใคร เรื่องที่สาม ขายผ่านช่องทางของทั้งคู่ ลูกค้าของแต่ละฝั่งก็เลยได้เจอแบรนด์อีกฝั่งไปด้วย เรื่องที่สี่ ไม่ได้ทำครั้งเดียวจบ แต่ทำต่อเนื่องหลายรอบ
ขนาดของ adidas กับร้านเราต่างกันมาก แต่สี่ข้อนี้ไม่ต้องใช้งบใหญ่เลย
Co-branding คืออะไร ต่างจากฝากร้านกันยังไง
หลายคนเคยทำแบบนี้มาแล้วโดยไม่รู้ตัว เช่น ร้านกาแฟวางคุกกี้ของร้านขนมข้าง ๆ ไว้ที่เคาน์เตอร์ หรือสองเพจแชร์โพสต์ให้กัน แบบนี้เรียกว่าช่วยกันโปรโมต แต่ละร้านยังขายของของตัวเองอยู่
Co-branding ไปไกลกว่านั้นอีกขั้น คือสองแบรนด์ทำของชิ้นใหม่ขึ้นมาด้วยกัน แล้วติดชื่อทั้งสองแบรนด์ เช่น ร้านกาแฟกับร้านขนมทำเซตเครื่องดื่มกับขนมที่คิดสูตรด้วยกัน ร้านเสื้อยืดกับนักวาดภาพประกอบทำลายเสื้อรุ่นพิเศษ หรือร้านเทียนหอมกับร้านดอกไม้ทำกล่องของขวัญรุ่นเทศกาล
ทำไมถึงคุ้มกับร้านเล็ก? เพราะเราได้เจอลูกค้าของอีกฝั่งโดยไม่ต้องจ่ายค่าโฆษณาเพื่อตามหาคนกลุ่มนั้นเอง ค่าใช้จ่ายและงานก็แบ่งกันคนละครึ่งได้ และของที่ทำร่วมกันมักมีเรื่องให้เล่าในคอนเทนต์มากกว่าการโพสต์สินค้าตัวเดิมซ้ำ ๆ

เลือกคู่ Co-branding ยังไงให้ไปด้วยกันได้
ข้อที่สำคัญที่สุดคือ ลูกค้าของเรากับเขาควรเป็นคนกลุ่มเดียวกัน แต่ไม่ได้ซื้อของแบบเดียวกัน ร้านกาแฟกับร้านขนมไปด้วยกันได้ดี เพราะคนกินกาแฟก็ชอบกินขนม แต่ร้านกาแฟสองร้านในซอยเดียวกันจะทำด้วยกันยากกว่า เพราะลูกค้าต้องเลือกร้านใดร้านหนึ่งอยู่ดี
ข้อต่อมาคือนิสัยของแบรนด์ ลองดูว่าเขาดูแลลูกค้ายังไง ตอบแชตเร็วไหม ของมีคุณภาพแบบที่เราอยากให้ลูกค้าของเราเจอไหม เพราะพอติดชื่อคู่กันแล้ว ถ้าฝั่งเขาส่งของช้าหรือของมีปัญหา ลูกค้าก็จะนึกถึงเราไปด้วย
ขนาดก็มีผล ถ้าคนติดตามต่างกันมาก ฝั่งที่เล็กกว่ามักได้ประโยชน์มากกว่า ไม่ได้แปลว่าทำไม่ได้ แต่ต้องคุยกันให้ชัดว่าแต่ละฝั่งได้อะไร ฝั่งที่ใหญ่กว่าอาจอยากได้ความแปลกใหม่ ฝีมือ หรือเรื่องราวที่ตัวเองไม่มี
สุดท้ายคือคุยกันง่ายไหม ลองชวนทำเรื่องเล็ก ๆ ด้วยกันก่อน เช่น แชร์โพสต์ให้กันหรือแจกคูปองข้ามร้าน ดูว่าทำงานด้วยกันแล้วสบายใจไหม ค่อยขยับไปทำของชิ้นใหม่
CREATOR SCHOOL THAILAND · BRAND CONTENT
เช็คคู่สี่ข้อ ก่อนชวนร้านข้าง ๆ
1 ลูกค้ากลุ่มเดียวกัน
แต่ไม่ได้ซื้อของแบบเดียวกัน
ร้านกาแฟกับร้านขนม ไปด้วยกันได้
ระวัง ร้านแบบเดียวกันในซอยเดียวกัน
2 นิสัยแบรนด์
ติดชื่อคู่กันแล้ว ลูกค้าเห็นเป็นเรื่องเดียว
ดูการตอบแชต คุณภาพของ การส่งของ
ถามตัวเอง อยากให้ลูกค้าเราเจอเขาไหม
3 แต่ละฝั่งได้อะไร
ขนาดต่างกันก็ทำได้
ฝั่งเล็กได้คนรู้จัก ฝั่งใหญ่ได้ความแปลกใหม่หรือฝีมือ
คุยให้ชัด ตั้งแต่ก่อนเริ่ม
4 คุยกันง่ายไหม
ลองเรื่องเล็กก่อน
แชร์โพสต์ให้กัน แลกคูปองข้ามร้าน
ถ้าสบายใจ ค่อยทำของชิ้นใหม่
ยังไม่แน่ใจ ลองถามลูกค้าประจำว่าซื้ออะไรจากร้านไหนอีกบ้าง
ถ้ายังไม่แน่ใจว่าคู่ไหนเหมาะ ลองถามลูกค้าประจำดูว่าเขาซื้ออะไรจากร้านไหนอีกบ้าง คำตอบมักชี้คู่ให้เราเอง
แบ่งค่าใช้จ่ายและลูกค้ายังไงไม่ให้ทะเลาะกันทีหลัง
เรื่องเงินควรคุยกันตั้งแต่วันแรก ไม่ใช่ตอนของขายหมดแล้ว ลองไล่ดูว่ามีค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง เช่น ต้นทุนวัตถุดิบ ค่าแพ็กเกจ ค่าถ่ายภาพ ค่ายิงโฆษณา แล้วตกลงว่าใครจ่ายส่วนไหน
วิธีที่ง่ายที่สุดสำหรับร้านเล็กมีสองแบบ แบบแรก แต่ละฝั่งดูแลของของตัวเอง แล้วขายเป็นเซตในราคาที่ตกลงกัน รายได้แบ่งตามต้นทุนของใครของมัน แบบที่สอง ฝั่งหนึ่งเป็นคนขายและส่งของทั้งหมด แล้วจ่ายส่วนแบ่งให้อีกฝั่งตามจำนวนที่ขายได้ แบบนี้ต้องตกลงให้ชัดว่าจะสรุปยอดและโอนเงินกันวันไหน

เรื่องลูกค้าก็สำคัญไม่แพ้กัน ใครเป็นคนตอบแชต ใครรับเรื่องถ้าของมีปัญหา ถ้าไม่ตกลงกันไว้ ลูกค้าจะถูกโยนไปมาระหว่างสองร้าน
เรื่องข้อมูลลูกค้า ลองใช้วิธีที่ปลอดภัยกว่า คือไม่ส่งรายชื่อหรือเบอร์โทรลูกค้าให้กันตรง ๆ แต่ให้แต่ละร้านชวนลูกค้าของตัวเองมาติดตามอีกฝั่งเอง เช่น แนบการ์ดของร้านคู่ไว้ในกล่อง หรือโพสต์แท็กกันในวันเปิดตัว ลูกค้าเลือกเองว่าจะไปติดตามใคร
ไอเดียคอนเทนต์ ก่อน ระหว่าง และหลังเปิดตัว
ข้อดีของการทำของร่วมกันคือมีเรื่องให้เล่าเยอะมาก ลองแบ่งเป็นสามช่วงดู
ก่อนเปิดตัว ถ่ายตอนสองเจ้าของร้านคุยกันครั้งแรก ตอนชิมสูตรหรือเลือกสี ตอนที่ไอเดียแรกไม่ผ่าน คอนเทนต์เบื้องหลังแบบนี้ไม่ต้องสวยมาก ใช้มือถือถ่ายก็พอ คนดูชอบเห็นคนจริงทำงานจริง ถ้าเจ้าของร้านไม่ถนัดออกกล้อง ลองเริ่มจากถ่ายแค่มือกับของก่อนก็ได้

วันเปิดตัว โพสต์พร้อมกันทั้งสองเพจ ใช้ภาพชุดเดียวกัน แต่เขียนแคปชันคนละแบบให้เข้ากับคนติดตามของแต่ละฝั่ง ถ้ามีหน้าร้าน ลองชวนลูกค้ามาเจอเจ้าของทั้งสองร้านพร้อมกันสักวัน หรือไลฟ์คู่กันก็ได้
หลังเปิดตัว ลองรวบรวมรูปที่ลูกค้าถ่ายมาโพสต์ต่อ โดยขออนุญาตเจ้าของรูปก่อน แล้วสรุปให้คนติดตามฟังว่ารอบนี้ได้เรียนรู้อะไร รอบหน้าจะทำอะไรต่อ คอนเทนต์ช่วงนี้ช่วยปูทางให้รอบต่อไปด้วย
CREATOR SCHOOL THAILAND · BRAND CONTENT
ทำของร่วมกันหนึ่งชิ้น เล่าได้สามช่วง
ก่อนเปิดตัว
เบื้องหลัง ใช้มือถือถ่ายก็พอ
วันที่สองร้านคุยกันครั้งแรก
ชิมสูตร เลือกสี ไอเดียที่ไม่ผ่าน
ไม่ถนัดออกกล้อง ถ่ายแค่มือกับของ
วันเปิดตัว
โพสต์พร้อมกันทั้งสองเพจ
ภาพชุดเดียวกัน แคปชันคนละแบบ
ไลฟ์คู่ หรือนัดเจอที่หน้าร้าน
แท็กกัน ให้ลูกค้าตามไปอีกฝั่งเอง
หลังเปิดตัว
ปูทางให้รอบต่อไป
รูปจากลูกค้า ขออนุญาตก่อนโพสต์
สรุปว่ารอบนี้ได้เรียนรู้อะไร
บอกใบ้ ว่ารอบหน้าจะทำอะไร
เขียนข้อตกลงง่าย ๆ ไว้ก่อนเริ่ม
หลายร้านคิดว่าเป็นเพื่อนกันแล้วไม่ต้องเขียนอะไร แต่ข้อตกลงหน้าเดียวช่วยรักษาความเป็นเพื่อนไว้ได้ดีกว่า เพราะทุกคนเห็นตรงกันตั้งแต่ต้น ไม่ต้องมาเถียงกันตอนเหนื่อย
ลองเขียนให้ครอบคลุมเรื่องเหล่านี้ ทำอะไรด้วยกัน จำนวนเท่าไร ขายช่วงไหนถึงไหน ใครจ่ายค่าอะไร แบ่งรายได้ยังไง สรุปยอดวันไหน ใครตอบลูกค้าและรับเรื่องเคลม ใช้โลโก้และรูปของอีกฝั่งได้แค่ไหน นานเท่าไร ถ้าของเหลือจะทำยังไง และถ้าฝั่งใดอยากเลิกกลางทางต้องบอกล่วงหน้ากี่วัน
เขียนเป็นภาษาธรรมดาก็พอ ส่งกันทางอีเมลหรือแชตให้มีหลักฐาน แล้วให้ทั้งสองฝั่งตอบรับไว้ ถ้าเป็นโปรเจกต์ที่ใช้เงินเยอะ หรือมีการใช้โลโก้กันระยะยาว ลองปรึกษานักกฎหมายดูก่อนจะดีกว่า

ความเข้าใจผิดเรื่อง Co-branding ที่เจอบ่อย
เรื่องแรก ต้องหาคู่ที่ดังกว่าถึงจะคุ้ม จริง ๆ คู่ที่ลูกค้าตรงกันสำคัญกว่าคู่ที่ดังกว่า ร้านเล็กสองร้านที่ลูกค้าเหมือนกันพอดี มักได้ผลดีกว่าไปเกาะคนดังที่คนดูคนละกลุ่ม
เรื่องที่สอง ทำครั้งเดียวต้องขายดีเลย รอบแรกเป็นรอบลองได้ เหมือนรองเท้ารุ่นนี้ของ adidas กับ Brain Dead ที่ก็เริ่มจากรอบเล็กก่อน ถ้ารอบแรกได้ลูกค้าใหม่บ้าง และทำงานด้วยกันแล้วสบายใจ ก็นับว่าคุ้มแล้ว
เรื่องที่สาม เป็นเพื่อนกันไม่ต้องคุยเรื่องเงิน ยิ่งสนิทยิ่งควรคุยให้ชัด เพราะเรื่องเงินที่ไม่ชัดเป็นเรื่องที่ทำให้ความสัมพันธ์เสียได้ง่ายมาก
สัปดาห์นี้มาลองเริ่มกัน
เริ่มจากเขียนรายชื่อร้านที่ลูกค้าของเราน่าจะซื้อของด้วย สักห้าร้าน ไม่ต้องเป็นร้านดัง ขอแค่ลูกค้าเป็นคนกลุ่มเดียวกันและเราชอบวิธีทำงานของเขา
จากนั้นลองเลือกมาหนึ่งร้าน แล้วชวนทำเรื่องเล็กก่อน เช่น แลกคูปองส่วนลดใส่ถุงให้กัน หรือโพสต์แนะนำกันคนละหนึ่งโพสต์ ดูผลสักสองสามสัปดาห์
ถ้าไปด้วยกันได้ ค่อยคุยเรื่องของชิ้นใหม่ เขียนข้อตกลงหน้าเดียวตามหัวข้อข้างบน แล้ววางแผนคอนเทนต์สามช่วงไว้ด้วยกัน
ถ้าชวนแล้วเขายังไม่สนใจ ไม่เป็นไร ลองส่งตัวอย่างสิ่งที่อยากทำให้ดูเป็นภาพ แล้วบอกให้ชัดว่าฝั่งเขาจะได้อะไร หรือเปลี่ยนไปคุยกับร้านถัดไปในรายชื่อ
สิ่งที่อยากให้จำกลับไป
Co-branding คือการที่สองแบรนด์ทำของชิ้นใหม่ด้วยกันแล้วติดชื่อทั้งคู่ เลือกคู่ที่ลูกค้าเป็นคนกลุ่มเดียวกันแต่ไม่ได้ซื้อของแบบเดียวกัน เริ่มจากรอบเล็กก่อน คุยเรื่องเงินและเรื่องลูกค้าให้ชัดตั้งแต่วันแรก เขียนข้อตกลงหน้าเดียวไว้ และใช้ทุกช่วงของโปรเจกต์เป็นคอนเทนต์ ถ้ารอบแรกไปได้ดี ค่อยทำต่อเป็นรอบที่สองที่สาม
อ่านต่อ
ถ้าอยากต่อยอดคอนเทนต์จากลูกค้าที่ซื้อของชิ้นพิเศษไปแล้ว ลองอ่าน UGC คืออะไร ร้านเล็กชวนลูกค้าทำคอนเทนต์ยังไง และถ้าเจ้าของร้านยังไม่กล้าออกกล้องเล่าเบื้องหลัง ลองดู เจ้าของแบรนด์ออกหน้ากล้องเอง เริ่มยังไง ถ้าอยากเล่าเรื่องสินค้าชิ้นใหม่ให้น่าสนใจ มีบทเรียนคู่คลิป ทำคอนเทนต์รีวิวให้น่าสนใจและเล่าเรื่องสินค้า ส่วนใครอยากอ่านความต่างระหว่างการทำของร่วมกันกับการช่วยกันโปรโมตแบบละเอียด มีตัวอย่างจากต่างประเทศอยู่ในบทความ Co-Branding ของ Shopify และอ่านข่าวต้นทางของเคสนี้ได้ที่ ห้องข่าว adidas
