
อัดคลิปพูดหน้ากล้องมาครึ่งชั่วโมง เปิดโปรแกรมตัดต่อแล้วอยากตัดช่วงที่พูดผิดออก แต่พอตัดปุ๊บ หน้าเรากระโดดไปนิดหนึ่งจนดูออกทันที จะหาภาพอื่นมาแปะทับรอยต่อก็ไม่มี เพราะวันนั้นถ่ายไว้แค่มุมเดียว ภาพที่เอาไว้แทรกแบบนี้แหละที่คนทำวิดีโอเรียกกันว่า B-roll
บทความนี้จะพาไปรู้จักภาษาภาพพื้นฐานที่ช่วยให้ตัดต่อง่ายขึ้นเยอะ ตั้งแต่ขนาดช็อต มุมกล้อง วิธีถ่ายหนึ่งการกระทำให้ได้หลายขนาด ถือช็อตละกี่วินาที ไปจนถึงรายการภาพที่ควรเก็บทุกงาน ใช้ได้ทั้งมือถือและกล้อง ไม่ต้องแตะเมนูตั้งค่าเลยสักเมนู
B-roll คืออะไร ต่างจาก A-roll ยังไง
ลองนึกถึงคลิปสอนทำกาแฟสักคลิป ภาพคนพูดอธิบายหน้ากล้องคือเนื้อหาหลัก เรียกว่า A-roll ส่วนภาพมือที่เทนม ภาพเมล็ดกาแฟ ภาพร้านจากด้านนอก ที่ตัดแทรกเข้ามาระหว่างที่เสียงพูดยังเดินต่อไป นั่นคือ B-roll
Adobe อธิบายไว้ว่า A-roll คือฟุตเทจหลักที่เล่าเรื่อง มักเป็นคนพูดกับกล้อง ส่วนภาพเสริมคือฟุตเทจรองที่ช่วยหนุนเนื้อหาหลัก และในยุคฟิล์ม ภาพแบบนี้ถูกใช้ซ่อนรอยตัดระหว่างฟิล์มแต่ละช่วง
ในงานของครีเอเตอร์ หน้าที่ก็ยังเหมือนเดิม คือปิดรอยตัด ช่วยให้คนดูเห็นสิ่งที่เรากำลังพูดถึง และทำให้คลิปมีจังหวะ ไม่ใช่หน้าคนพูดค้างอยู่ทั้งคลิป
ถ้าเคยอัดแต่ภาพพูดหน้ากล้องอย่างเดียว ลองเริ่มจากคิดดูว่า ประโยคไหนในคลิปที่คนดูน่าจะอยากเห็นภาพประกอบ
ขนาดช็อตแต่ละแบบ บอกอะไรกับคนดู
ขนาดช็อตคือคนหรือสิ่งที่เราถ่ายกินพื้นที่ในเฟรมมากแค่ไหน วิธีจำที่ง่ายที่สุด คือดูว่าแต่ละขนาดช่วยตอบคำถามอะไรของคนดู
ช็อตกว้างมาก หรือ Extreme wide คือกล้องอยู่ไกลมาก เห็นสภาพแวดล้อมเป็นหลัก ใช้บอกขนาดของสถานที่ เช่น ภาพทั้งตลาดจากที่สูง
ช็อตกว้าง หรือ Wide shot เห็นคนทั้งตัวอยู่ในสถานที่ ตอบคำถามว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นที่ไหน ภาพแรกที่บอกว่าเราอยู่ที่ไหนเรียกว่าภาพเปิดฉาก หรือ establishing shot ซึ่ง Adobe อธิบายว่าเป็นช็อตกว้างที่ใช้ตอนเริ่มฉาก เพื่อบอกอารมณ์ เวลา และสถานที่

ช็อตกลาง หรือ Medium shot เห็นคนราวครึ่งตัว ยังพอเห็นพื้นหลังรอบตัว เป็นขนาดที่ใช้บ่อยที่สุดในคลิปพูดหน้ากล้อง ตอบคำถามว่าเขากำลังทำอะไร
ภาพใกล้ หรือ Close-up คือเฟรมแน่น เต็มจอไปด้วยใบหน้าหรือรายละเอียดหนึ่งอย่าง เห็นสีหน้าได้ชัด ส่วนภาพใกล้มาก หรือ Extreme close-up จะเจาะเฉพาะส่วน เช่น ดวงตา ปลายนิ้ว หรือฟองนมในแก้ว
CREATOR SCHOOL THAILAND · GEAR
ขนาดช็อตแต่ละแบบ ตอบคำถามอะไรของคนดู
ยิ่งกล้องเข้าใกล้ ยิ่งเห็นสถานที่น้อยลง และเห็นรายละเอียดกับความรู้สึกมากขึ้น
ช็อตกว้างมาก
Extreme wide
ที่นี่ใหญ่แค่ไหน
เห็นสภาพแวดล้อมเป็นหลัก เช่น ภาพทั้งตลาดจากที่สูง
ช็อตกว้าง
Wide shot
เกิดขึ้นที่ไหน
เห็นคนทั้งตัวอยู่ในสถานที่ ใช้เป็นภาพเปิดฉากได้
ช็อตกลาง
Medium shot
เขากำลังทำอะไร
เห็นคนราวครึ่งตัว ขนาดหลักของคลิปพูดหน้ากล้อง
ภาพใกล้
Close-up
เขารู้สึกยังไง
ใบหน้าหรือของหนึ่งอย่างเต็มเฟรม เห็นสีหน้าชัด
ภาพใกล้มาก
Extreme close-up
ดูตรงนี้
เจาะเฉพาะส่วน เช่น ดวงตา ปลายนิ้ว ฟองนมในแก้ว
สรุปจากคำอธิบายประเภทช็อตของ Adobe การผูกแต่ละขนาดกับคำถามของคนดูเป็นวิธีจำของ CreatorSchoolThailand
ขนาดช็อตไม่ได้ผูกกับเลนส์ตัวไหน ถือมือถือก็ทำได้ แค่เดินเข้าไปใกล้หรือถอยออกมา
เวลาไม่แน่ใจว่าจะถ่ายขนาดไหน ลองถามตัวเองดูว่า ตอนนี้อยากให้คนดูรู้อะไร ที่ไหน ทำอะไร หรือรู้สึกอะไร
มุมกล้อง สูง ต่ำ หรือระดับสายตา
นอกจากขนาดแล้ว ระดับของกล้องก็เปลี่ยนความรู้สึกของภาพได้ กล้องระดับสายตาให้ความรู้สึกเหมือนยืนคุยอยู่ตรงหน้า เป็นมุมที่เป็นกลางที่สุด เหมาะกับคลิปพูดคุยและสอน
มุมสูงคือกล้องอยู่สูงกว่าแล้วก้มลงมอง ตัวแบบจะดูเล็กลงหรือดูเปราะบาง ส่วนมุมต่ำคือกล้องอยู่ต่ำกว่าแล้วเงยขึ้น ตัวแบบจะดูมีพลัง
ในงานครีเอเตอร์ มุมสูงที่ใช้บ่อยคือมุมก้มมองโต๊ะ เห็นมือทำงานจากด้านบน เหมาะกับคลิปทำอาหารหรือแกะกล่อง ส่วนมุมต่ำใช้กับภาพรองเท้าเดิน ภาพรถวิ่งผ่าน หรือตึกที่อยากให้ดูสูงใหญ่ อย่างภาพปกของบทความนี้ที่วางกล้องแทบติดพื้นถนน
ถ้าภาพดูแบนไปหมด ลองย่อตัวลงหรือยกกล้องขึ้นเหนือหัวดูสักช็อต แล้วเทียบกันในโปรแกรมตัดต่อ
ถ่ายหนึ่งการกระทำ หลายขนาด
นี่คือเรื่องที่ช่วยให้ตัดต่อง่ายขึ้นมากที่สุด แทนที่จะถ่ายคนชงกาแฟจากมุมเดียวยาว ๆ ให้ถ่ายการกระทำเดิมซ้ำหลายรอบ โดยเปลี่ยนขนาดและมุมทุกรอบ
หลักที่สอนกันแพร่หลายเรียกว่าลำดับห้าช็อต หรือ five shot sequence ช็อตแรกเป็นภาพใกล้ที่มือ บอกว่ากำลังทำอะไร ช็อตที่สองเป็นภาพใกล้ที่หน้า บอกว่าใครทำ ช็อตที่สามเป็นภาพกว้าง บอกว่าเกิดขึ้นที่ไหน ช็อตที่สี่เป็นภาพข้ามไหล่ บอกว่าคนนั้นมองเห็นอะไร และช็อตที่ห้าเราเลือกมุมเอง
CREATOR SCHOOL THAILAND · GEAR
ลำดับห้าช็อต ตัวอย่างคนชงกาแฟ
ให้คนชงทำท่าเดิมซ้ำ แล้วเราเปลี่ยนที่ยืนทุกรอบ
ภาพใกล้ที่มือ
มือเทนมลงแก้ว ตอบว่า กำลังทำอะไร
ภาพใกล้ที่หน้า
สีหน้าตอนตั้งใจเท ตอบว่า ใครทำ
ภาพกว้าง
เห็นคนชงกับเคาน์เตอร์ทั้งหมด ตอบว่า เกิดขึ้นที่ไหน
ภาพข้ามไหล่
ถ่ายจากหลังไหล่ลงไปที่แก้ว ตอบว่า เขามองเห็นอะไร
มุมที่เราเลือกเอง
มุมต่ำ มุมก้มจากด้านบน หรือภาพใกล้มากที่ฟองนม
ลำดับห้าช็อตและคำแนะนำ 10 วินาทีจากคู่มือวิดีโอมือถือของ SCVO ตัวอย่างคนชงกาแฟเป็นของ CreatorSchoolThailand

ทำไมต้องเปลี่ยนขนาด? เพราะถ้าเอาสองช็อตที่ขนาดและมุมใกล้กันมาต่อกัน ภาพจะดูเหมือนกระโดด ที่เรียกว่า jump cut ในตำราตัดต่อมีหลักที่เรียกว่ากฎ 30 องศา คือระหว่างสองช็อตที่ต่อกันของคนเดิม กล้องควรขยับมุมอย่างน้อย 30 องศา ไม่อย่างนั้นคนดูจะสะดุดกับรอยตัดแทนที่จะดูเรื่อง
ถ้าถ่ายคนเดียวมีมือถือเครื่องเดียว ลองให้ตัวแบบทำท่าเดิมซ้ำสี่ห้ารอบ แล้วเราเปลี่ยนที่ยืนทุกรอบดู
ถือช็อต B-roll ละกี่วินาทีถึงพอให้ตัดต่อ
ปัญหาที่เจอบ่อยมาก คือกดอัดแล้วรีบหยุด ได้คลิปละสองสามวินาที พอตัดหัวท้ายที่มือสั่นออกแล้วแทบไม่เหลืออะไร
Adobe ยกคำแนะนำของ Mike Leonard ไว้ว่า ให้นับในใจถึงสิบทุกครั้ง ส่วนคู่มือลำดับห้าช็อตก็บอกว่าแต่ละช็อตควรยาวอย่างน้อย 10 วินาที เพื่อให้คนตัดต่อมีที่เหลือพอเลือกว่าจะใช้ช่วงไหน
ลองคิดง่าย ๆ คลิป 10 วินาที ตัดช่วงกดปุ่มหัวท้ายออกข้างละวินาที ยังเหลือภาพนิ่ง ๆ ให้เลือกอีกราวแปดวินาที เผื่อจังหวะที่เสียงพูดยาวกว่าที่คิด
อีกเรื่องคือเริ่มอัดก่อนการกระทำจะเริ่ม และหยุดหลังจบไปแล้วสักพัก เช่น อัดตั้งแต่มือยังไม่แตะแก้ว จนวางแก้วลงแล้วนิ่งไปสองสามวินาที ช่วงนิ่งหัวท้ายนี้คือที่วางจุดตัดได้อย่างสบาย

รายการ B-roll ที่ควรเก็บทุกงาน
ไม่ว่าจะรีวิวร้านอาหาร พาเที่ยว หรือสอนใช้โปรแกรม มีภาพบางชุดที่ใช้ได้แทบทุกคลิป ลองเก็บจนติดเป็นนิสัยดู
ชุดแรกคือภาพสถานที่ ภาพกว้างด้านนอก ป้ายหน้าร้าน และภาพกว้างด้านใน ใช้เปิดเรื่องหรือเปลี่ยนฉาก ชุดที่สองคือภาพรายละเอียด ของบนโต๊ะ ผิวของวัสดุ ไอน้ำจากแก้ว ใช้แทรกตอนพูดถึงของชิ้นนั้น
ชุดที่สามคือภาพมือที่กำลังทำอะไรสักอย่าง พิมพ์งาน เปิดกล่อง หยิบของ ภาพมือใช้ได้กับแทบทุกเนื้อหา ชุดที่สี่คือภาพคนในบรรยากาศ คนเดินผ่าน คนนั่งคุยกัน ใช้คั่นจังหวะให้คลิปหายใจ
ชุดสุดท้ายคือภาพเปลี่ยนเวลา ท้องฟ้า แสงไฟเปิด หรือรถวิ่งผ่าน ใช้บอกว่าเวลาผ่านไปแล้ว

เวลาเก็บ B-roll ด้วยมือถือ ลองล็อกข้อศอกแนบตัว หรือพิงเสาหรือผนัง ภาพจะนิ่งขึ้นเยอะ ถ้าจะขยับกล้อง ให้ขยับช้า ๆ ทางเดียวตั้งแต่ต้นจนจบช็อต
ถ้าไม่รู้จะเริ่มตรงไหน ลองถ่ายห้าชุดนี้ชุดละสองสามช็อตก่อนเริ่มอัดเนื้อหาหลัก
ความเข้าใจผิดเรื่อง B-roll ที่พบบ่อย
เรื่องแรก ต้องเป็นภาพสวยแบบภาพยนตร์เท่านั้น จริง ๆ แล้วภาพเสริมที่ดีคือภาพที่ตรงกับสิ่งที่กำลังพูด ภาพมือกดปุ่มธรรมดา ๆ ตรงจังหวะที่พูดถึงปุ่มนั้น ช่วยคนดูได้มากกว่าวิวสวย ๆ ที่ไม่เกี่ยวกัน
เรื่องที่สอง หาภาพสต็อกมาแปะเอาก็ได้ ภาพสต็อกใช้ได้บางจังหวะ แต่ถ้าคลิปพูดถึงร้านของเราหรือของในมือเรา คนดูจะรู้ทันทีว่าไม่ใช่ของจริง
เรื่องที่สาม ถ่ายเยอะไว้ก่อนเดี๋ยวก็มีให้ใช้ ถ้าถ่ายมุมเดิมขนาดเดิมไปเรื่อย ๆ ได้เป็นร้อยคลิปก็ยังตัดต่อยาก ถ่ายน้อยแต่ครบขนาดและนิ่งพอ ใช้งานได้จริงกว่า
คืนนี้ลองถ่าย B-roll ชุดแรกกัน
เลือกกิจกรรมง่าย ๆ ในบ้านมาหนึ่งอย่าง เช่น ชงกาแฟ ทำอาหารเช้า หรือจัดโต๊ะทำงาน แล้วหยิบมือถือขึ้นมา
ถ่ายตามลำดับห้าช็อต ภาพใกล้ที่มือ ภาพใกล้ที่หน้า ภาพกว้าง ภาพข้ามไหล่ และอีกหนึ่งมุมที่เราเลือกเอง นับในใจถึงสิบทุกช็อต และเริ่มอัดก่อนมือจะขยับ
จากนั้นเอาไปเรียงในโปรแกรมตัดต่อให้ยาวราว 20 ถึง 30 วินาที ใส่เพลงสักเพลง แล้วดูว่าตัดตรงไหนลื่น ตรงไหนสะดุด
ถ้าทำแล้วยังรู้สึกว่าภาพกระโดด ลองเช็คว่าสองช็อตที่ต่อกันมีขนาดหรือมุมต่างกันพอหรือยัง ถ้าใกล้กันเกินไป ลองแทรกภาพใกล้ที่มือคั่นไว้ตรงกลางดู
สิ่งที่อยากให้จำกลับไป
ขนาดช็อตแต่ละแบบตอบคำถามของคนดูคนละข้อ ภาพกว้างบอกที่ไหน ภาพกลางบอกทำอะไร ภาพใกล้บอกความรู้สึกและรายละเอียด มุมกล้องสูงต่ำเปลี่ยนความรู้สึกของภาพ ถ่ายหนึ่งการกระทำให้ได้หลายขนาด ถือช็อตละอย่างน้อยสิบวินาที และเก็บ B-roll ห้าชุดประจำไว้ทุกงาน
แล้วคลิปล่าสุดของเราล่ะ มีภาพไหนบ้างที่อยากแทรกตอนตัดต่อ แต่วันนั้นไม่ได้ถ่ายไว้?
อ่านต่อ
ถ้าอยากเข้าใจว่าระยะเลนส์เปลี่ยนภาพกว้างภาพใกล้ยังไง อ่านต่อที่ ทางยาวโฟกัส 24, 35, 50, 85mm ต่างกันยังไง ส่วนการเลือกเฟรมเรตก่อนออกไปถ่าย ดูได้ที่ เฟรมเรต 24, 30, 60fps ต่างกันยังไง และถ้าภาพหลักยังเป็นการพูดหน้ากล้อง ลองอ่าน เขียนสคริปต์ วิดีโอยังไงให้พูดแล้วเป็นธรรมชาติ ใครอยากอ่านเรื่องนี้เพิ่ม ลองเปิด B-roll คืออะไร จาก Adobe
