หน้าแรก/บทความ/วิดีโอ

ทำไมหนังยังถ่าย 24 เฟรม ทั้งที่กล้องทุกวันนี้ถ่าย 120 ได้สบาย

ปกบทความ ทำไมหนังยังถ่าย 24 เฟรม

เปิดเมนูวิดีโอในกล้องรุ่นใหม่ ๆ ทุกวันนี้ เราจะเจอตัวเลือก 60, 100, 120 เฟรมต่อวินาทีเรียงกันเต็มไปหมด แต่พอไปดูหนังในโรง หนังฟอร์มยักษ์ที่ลงทุนหลายร้อยล้านกลับยังฉายที่ 24 เฟรมต่อวินาทีเหมือนเมื่อเกือบร้อยปีก่อน คำถามเลยตามมาทันทีว่า ทำไมถึงไม่ขยับไปไหนเลย

คำตอบที่ได้ยินในวงกาแฟมีหลายแบบ บางคนบอกว่าเพราะฟิล์มแพง บางคนบอกว่าตาคนเห็นได้แค่ 24 อยู่แล้ว บางคนบอกว่า 24 คือความรู้สึกแบบหนัง ทุกคำตอบมีเศษความจริงอยู่บ้าง แต่ไม่มีอันไหนครบ บทความนี้จะพาไล่ประวัติจริงทีละช่วง ตั้งแต่ยุคหนังเงียบ หนังเสียง ทีวี ไปจนถึงการทดลองเฟรมเรตสูงในโรงหนัง แล้วปิดด้วยเรื่องที่ใช้ได้จริงสำหรับครีเอเตอร์ไทยที่ถ่ายใต้ไฟบ้าน 50Hz

แถบฟิล์มภาพยนตร์หลายแถบวางเรียงกัน เห็นเฟรมภาพและรูหนามเตยตามขอบ
ทุกวินาทีที่เราดูหนัง มีภาพนิ่งแบบนี้วิ่งผ่านตาไป 24 ภาพ

จากหนังเงียบที่เฟรมไม่เคยนิ่ง สู่หนังเสียงที่ต้องล็อก 24 เฟรมต่อวินาที

ย้อนไปยุคหนังเงียบ กล้องส่วนใหญ่ใช้มือหมุน ตัวเลขที่ระบุกันในยุคนั้นอยู่ราว 16 ถึง 24 เฟรมต่อวินาที แต่ในทางปฏิบัติความเร็วเปลี่ยนไปมาได้แม้ในฉากเดียวกัน ช่างกล้องหมุนเร็วหรือช้าตามอารมณ์ของฉาก

ฝั่งโรงหนังก็ปรับได้เหมือนกัน คนฉายหนังหมุนปุ่มปรับไฟที่คุมความเร็วเครื่องฉายได้เอง และสตูดิโอเองก็มักอยากให้โรงฉายเร็วกว่าตอนถ่าย ช่วงกลางถึงปลายทศวรรษ 1920 ความเร็วของหนังเงียบขยับขึ้นมาอยู่ราว 20 ถึง 26 เฟรม แปลว่าตอนนั้นยังไม่มีตัวเลขไหนเป็นมาตรฐานจริง ๆ

ทุกอย่างเปลี่ยนตอนเสียงเข้ามาในปี 1926 และหนังอย่าง The Jazz Singer ปี 1927 ภาพที่เร็วขึ้นช้าลงนิดหน่อยคนดูแทบไม่รู้สึก แต่เสียงที่เพี้ยนตามความเร็วคนฟังจับได้ทันที เสียงพูดจะสูงต่ำไปหมด ความเร็วเลยต้องถูกล็อกให้คงที่

คำถามต่อมาคือล็อกไว้ที่เท่าไร ตอนนั้นโรงหนังหลายแห่งฉายกันอยู่ที่ 22 ถึง 26 เฟรม อุตสาหกรรมเลยตกลงกันที่ 24 ซึ่งอยู่ตรงกลางพอดี แล้วระหว่างปี 1927 ถึง 1930 ที่สตูดิโอทยอยเปลี่ยนอุปกรณ์ 24 เฟรมก็กลายเป็นมาตรฐานของฟิล์ม 35mm แบบมีเสียง

เรื่องฟิล์มแพงก็มีส่วนจริง ที่ 24 เฟรม ฟิล์ม 35mm วิ่งผ่านเครื่องฉายราว 456 มิลลิเมตรต่อวินาที ทุกเฟรมที่เพิ่มคือฟิล์มที่ต้องซื้อ ล้าง และพิมพ์เพิ่มทุกก๊อปปี้ บทความใน RedShark News อธิบาย 24 ว่าเป็นจุดสมดุลระหว่างการใช้ฟิล์มกับการเคลื่อนไหวที่ดูสมจริงพอ

24 เลยไม่ได้มาจากการค้นพบว่าตัวเลขนี้สวยที่สุด แต่มาจากการประนีประนอมระหว่างเสียงที่ต้องนิ่ง ความเร็วที่โรงใช้กันอยู่แล้ว และต้นทุนฟิล์ม

เครื่องฉายภาพยนตร์ฟิล์มแบบเก่าพร้อมม้วนฟิล์มขนาดใหญ่
เครื่องฉายแบบนี้คือเหตุผลที่ความเร็วต้องคงที่ เพราะเสียงวิ่งไปพร้อมฟิล์ม

ทีวีไม่ได้เลือกตามหนัง แต่เลือกตามไฟบ้าน

พอมาถึงยุคทีวีแอนะล็อก ตัวเลขกลับไม่ใช่ 24 เพราะทีวีไปผูกกับความถี่ไฟฟ้าในบ้าน เหตุผลง่ายมาก ระบบไฟฟ้าเป็นจังหวะที่นิ่งมากและมีอยู่ทุกบ้านแล้ว ประเทศส่วนใหญ่ของโลกใช้ 50 ภาพต่อวินาที ส่วนอเมริกาเหนือ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และอีกไม่กี่ประเทศใช้ 60

ภาพทีวียุคนั้นเป็นแบบอินเทอร์เลซ คือส่งภาพครึ่งเส้นสลับกัน เลยเรียกกันติดปากว่า 25 และ 30 เฟรม ทั้งที่จริงเป็น 50 และ 60 ฟิลด์ พอมีทีวีสี ฝั่ง 60 ต้องลดความเร็วลง 0.1 เปอร์เซ็นต์ จึงเกิดตัวเลขแปลก ๆ อย่าง 59.94 และ 29.97 ที่เรายังเห็นในเมนูกล้องทุกวันนี้ รวมถึง 23.976 ที่เป็น 24 แบบปรับให้เข้ากับระบบนี้

ไทยอยู่ฝั่งไหน ไฟบ้านเราเป็น 230V 50Hz และทีวีแอนะล็อกของไทยใช้ระบบ PAL B/G ซึ่งเป็น 50 ฟิลด์หรือ 25 เฟรมต่อวินาที เหมือนยุโรปส่วนใหญ่และออสเตรเลีย นี่คือเหตุผลที่กล้องที่ขายในไทยหลายรุ่นตั้งค่าเริ่มต้นมาเป็น 25p กับ 50p

มีเกร็ดน่ารักอยู่ข้อหนึ่ง หนัง 24 เฟรมพอเอาไปออกทีวีระบบ 50Hz วิธีที่ใช้กันมาตลอดคือเร่งให้เร็วขึ้นราว 4 เปอร์เซ็นต์เป็น 25 เฟรมไปเลย หนังเรื่องเดียวกันที่ดูทางทีวีบ้านเราในอดีตจึงสั้นกว่าในโรงนิดหนึ่ง และเสียงก็สูงขึ้นหน่อยถ้าไม่ได้แก้

ทีวีจอตู้ CRT สีเทาขอบส้มวางอยู่หน้าชั้นเครื่องเสียงเก่า
ทีวียุคนี้เลือกเฟรมเรตตามไฟบ้าน ไม่ได้เลือกตามหนัง

ตาคนเห็นได้แค่ 24 จริงไหม

ความเชื่อนี้ได้ยินบ่อยที่สุด และเป็นข้อที่ผิดชัดที่สุด ถ้าตาเห็นแค่ 24 จริง เราคงแยกไม่ออกระหว่างวิดีโอ 24 กับ 60 แต่ใครเคยเปิดสองไฟล์นี้เทียบกันก็เห็นความต่างทันที

ส่วนที่จริงอยู่บ้างคือ ระบบการมองเห็นของเราแยกภาพทีละภาพได้ราว 10 ถึง 12 ภาพต่อวินาที ถ้าเร็วกว่านั้นสมองเริ่มต่อกันเป็นการเคลื่อนไหว 24 เฟรมจึงเกินเส้นนั้นมาพอให้รู้สึกว่าภาพขยับต่อเนื่อง แต่การที่ภาพดูขยับได้ ไม่ได้แปลว่าตาเราจับได้แค่นั้น

เรื่องการกะพริบยิ่งชัด แสงที่กะพริบสม่ำเสมอจะดูนิ่งสำหรับคนส่วนใหญ่เมื่อเร็วกว่าราว 50 ครั้งต่อวินาที โรงหนังฟิล์มรู้เรื่องนี้มานาน เครื่องฉายจึงใช้ใบชัตเตอร์สองหรือสามใบ ให้แต่ละเฟรมถูกฉายซ้ำสองถึงสามครั้ง กลายเป็นแสงกะพริบ 48 หรือ 72 ครั้งต่อวินาที ทั้งที่ภาพจริงยังเป็น 24

งานวิจัยปี 2015 ในวารสาร Scientific Reports ไปไกลกว่านั้นอีก ผู้วิจัยพบว่าเมื่อภาพมีขอบคมตัดกัน คนดูยังเห็นร่องรอยการกะพริบได้แม้ที่ความถี่เกิน 500Hz สรุปง่าย ๆ ว่าตาเราไวกว่า 24 มาก แค่ 24 เป็นจุดที่ดีพอสำหรับเล่าเรื่องเท่านั้น

เฟรมเยอะขึ้นแล้วทำไมคนดูบางส่วนไม่ชอบ

ถ้า 24 เป็นแค่ข้อจำกัดเก่า การเพิ่มเฟรมก็น่าจะดีขึ้นทันที ฮอลลีวูดลองมาแล้วหลายรอบ ตัวอย่างที่ดังที่สุดคือ The Hobbit An Unexpected Journey ปลายปี 2012 ที่เป็นหนังฉายวงกว้างเรื่องแรกที่ถ่ายและฉายที่ 48 เฟรม แต่โรงส่วนใหญ่ก็ยังฉายเวอร์ชันที่แปลงเป็น 24

เสียงตอบรับแบ่งเป็นสองฝั่งชัดเจน นักวิจารณ์บางคนชมว่าภาพคมใสมาก อีกฝั่งบอกว่าภาพดูจริงเกินไปจนเห็นทุกอย่างที่เป็นของปลอมในฉาก เฟรมเรตกลายเป็นประเด็นถกเถียงหลักของหนังเรื่องนั้นไปเลย

หลังจากนั้น Ang Lee ไปไกลกว่าเดิม Billy Lynn’s Long Halftime Walk ปี 2016 ถ่ายแบบ 120 เฟรม 3D 4K ซึ่งตอนออกฉายมีโรงที่ฉายได้เต็มสเปกแค่ห้าโรงทั่วโลก และ Gemini Man ปี 2019 ที่ถ่ายและจัดจำหน่ายที่ 120 เฟรม NME รายงานว่าในอเมริกามีแค่ 14 โรงที่ฉายเวอร์ชัน 120 เฟรม 4K 3D ได้ ทั้งสองเรื่องได้คำวิจารณ์แบบแบ่งฝั่งอีกครั้ง หลายเสียงบอกว่าภาพดูเหมือนวิดีโอมากกว่าหนัง

อาการที่คนบ่นกันนี้มีชื่อเรียกว่า soap opera effect ต้นทางมาจากสมัยก่อน รายการทีวีงบน้อยอย่างละครน้ำเน่าถ่ายด้วยกล้องวิดีโอที่ 60Hz ส่วนงานใหญ่ถ่ายด้วยฟิล์ม 24 เฟรม คนดูเลยผูกความลื่นไหลเข้ากับงานราคาถูก ความไม่ชอบส่วนหนึ่งจึงมาจากความเคยชิน ไม่ใช่เพราะเฟรมสูงแย่โดยตัวมันเอง

ในมุมของผม จุดที่น่าสนใจคือ Avatar The Way of Water ปี 2022 ที่เลือกใช้เฟรมเรตแบบเปลี่ยนได้ บางฉากฉายสูงสุด 48 เฟรม บางฉากกลับไปช้าแบบเดิม แปลว่าคนทำหนังเองก็ไม่ได้มองว่าเฟรมสูงดีกว่าเสมอ แต่มองว่าเป็นเครื่องมือที่เลือกใช้ตามฉาก

ทีมงานกองถ่ายยืนรอบกล้องถ่ายภาพยนตร์ขนาดใหญ่กลางแจ้ง ภาพขาวดำ
งานใหญ่แค่ไหนก็ยังกลับมาที่ 24 เพราะภาษาภาพที่คนดูคุ้นเคย

ความรู้สึกแบบหนังจริง ๆ อยู่ที่ motion blur กับกฎ 180 องศา

ถ้าถามว่าความรู้สึกแบบหนังมาจากไหน ตัวเลข 24 เป็นแค่ครึ่งเดียว อีกครึ่งคือภาพเบลอจากการเคลื่อนไหวในแต่ละเฟรม หรือ motion blur ซึ่งขึ้นกับว่าแต่ละเฟรมเปิดรับแสงนานเท่าไร

กล้องฟิล์มใช้ชัตเตอร์แบบจานหมุน ถ้าช่องเปิดกว้างครึ่งวงกลมหรือ 180 องศา ฟิล์มจะรับแสงครึ่งหนึ่งของเวลาแต่ละเฟรม ที่ 24 เฟรมคือราว 1/48 วินาที ค่านี้ถือเป็นค่าปกติของงานภาพยนตร์ และเป็นที่มาของกฎที่ช่างวิดีโอท่องกันว่า ชัตเตอร์ประมาณสองเท่าของเฟรมเรต

ที่ค่านี้ มือที่โบกหรือรถที่วิ่งผ่านจะมีหางเบลอบาง ๆ ต่อเนื่องจากเฟรมหนึ่งไปอีกเฟรม ตาเลยอ่านเป็นการเคลื่อนไหวที่นุ่ม ถ้าลดเวลารับแสงลงมาก ๆ ภาพแต่ละเฟรมจะคมจนดูกระตุกเหมือนสต็อปโมชัน ซึ่งงานหนังแอ็กชันและหนังสงครามบางเรื่องจงใจใช้ เช่น Saving Private Ryan ที่ใช้ชัตเตอร์ 90 และ 45 องศาในบางฉาก

ภาพ 60 เฟรมที่ดูเหมือนวิดีโอ ส่วนหนึ่งเพราะแต่ละเฟรมเบลอน้อยลงและห่างกันน้อยลง ไม่ใช่เพราะเลข 60 เองมีความเป็นวิดีโอติดมา

ข่าวดีสำหรับบ้านเราคือ ที่ 24 เฟรม ถ้าตั้งชัตเตอร์ 1/50 จะได้มุมราว 173 องศา ใกล้ 180 มากจนแยกด้วยตาแทบไม่ออก และ 1/50 ยังเป็นค่าที่เข้ากับไฟ 50Hz ด้วย

ถนนในเมืองที่คนเดินและรถแท็กซี่สีเหลืองเบลอจากการเคลื่อนไหว
หางเบลอแบบนี้ในแต่ละเฟรมคือสิ่งที่ทำให้ 24 เฟรมดูนุ่ม ไม่กระตุก

แล้วมันแปลว่าอะไรกับเรา

เริ่มจากเรื่องไฟก่อน ไทยใช้ไฟ 50Hz หลอดไฟบางประเภทเลยกะพริบตามจังหวะนี้ Sony แนะนำว่าในพื้นที่ไฟ 50Hz ให้ใช้ชัตเตอร์ 1/50 หรือ 1/100 ถ้าเผลอตั้ง 1/60 หรือ 1/120 ตามคลิปสอนจากฝั่งอเมริกา ถ่ายในร้านกาแฟหรือออฟฟิศแล้วอาจเจอแถบมืดสว่างวิ่งบนจอ

ถ้าทำหนังสั้น MV หรืองานที่อยากได้ความรู้สึกแบบภาพยนตร์ 24 เฟรมกับชัตเตอร์ 1/50 คือจุดเริ่มที่ดี ถ้าทำงานส่งทีวีไทยหรืองานที่ปลายทางเป็นระบบ 25 ให้ใช้ 25 เฟรมกับ 1/50 ภาพจะให้ความรู้สึกใกล้ 24 มาก และไม่มีปัญหาเรื่องไฟ

ถ้าทำคลิปพูดหน้ากล้อง รีวิว หรือคอนเทนต์ที่จะดูบนมือถือ 25 หรือ 30 ก็ใช้ได้ทั้งคู่ คนดูส่วนใหญ่ไม่ได้รู้สึกต่างกันมาก ถ้าเลือก 30 ใต้ไฟบ้านเรา ลองตั้งชัตเตอร์ 1/50 แทน 1/60 แล้วเช็คจอว่ามีแถบไฟวิ่งไหม

ส่วนเฟรมสูงอย่าง 50, 60 หรือ 120 เหมาะกับสองกรณี หนึ่งคืออยากทำสโลว์โมชัน ถ่าย 50 หรือ 60 แล้ววางบนไทม์ไลน์ 25 หรือ 24 จะช้าลงราวครึ่งหนึ่ง สองคืองานที่ความลื่นสำคัญกว่าความรู้สึกแบบหนัง เช่น กีฬา เกม หรือการสาธิตที่ต้องเห็นรายละเอียดตอนเคลื่อนที่ ใต้ไฟ 50Hz ตัวเลข 50 กับชัตเตอร์ 1/100 จะปลอดภัยกว่า 60

คืนนี้ลองทดลองง่าย ๆ ดู ตั้งกล้องบนขาตั้ง ถ่ายมือที่โบกช้า ๆ หรือพัดลมที่หมุนอยู่ ครั้งแรก 24 เฟรมชัตเตอร์ 1/50 ครั้งที่สอง 24 เฟรมชัตเตอร์ 1/500 ครั้งที่สาม 50 เฟรมชัตเตอร์ 1/100 แล้วเปิดดูทั้งสามไฟล์บนจอใหญ่ เราจะเห็นเองว่าความรู้สึกแบบหนังมาจากทั้งเฟรมเรตและชัตเตอร์ไปพร้อมกัน ถ้าในห้องมีหลอดไฟเพดาน ลองถ่ายเพิ่มที่ 1/60 เทียบกับ 1/50 ด้วยก็จะเห็นเรื่องไฟกะพริบชัดขึ้น

จอคอมพิวเตอร์ในห้องมืดแสดงโปรแกรมตัดต่อวิดีโอพร้อมไทม์ไลน์
ไทม์ไลน์คือที่ที่ต้องตัดสินใจเรื่องเฟรมเรตตั้งแต่ก่อนถ่าย ไม่ใช่ตอนตัดต่อ

สรุป

หนังยังถ่าย 24 เฟรมต่อวินาทีไม่ใช่เพราะตาเราเห็นได้แค่นั้น และไม่ใช่เพราะฟิล์มแพงอย่างเดียว 24 เกิดจากการประนีประนอมตอนหนังเสียงต้องล็อกความเร็ว แล้วอยู่มาจนกลายเป็นภาษาภาพที่คนดูทั้งโลกคุ้นเคย เมื่อมีคนลองเปลี่ยน คนดูจำนวนมากก็รู้สึกว่ามันไม่ใช่หนัง

สำหรับเรา เฟรมเรตไม่มีตัวไหนถูกหรือผิด มีแค่ตัวที่เข้ากับงานและเข้ากับไฟที่เราถ่ายอยู่ เลือก 24 หรือ 25 เมื่ออยากได้ความรู้สึกแบบหนัง เลือก 50 หรือ 60 เมื่ออยากได้ความลื่นหรือสโลว์โมชัน แล้วอย่าลืมจับคู่กับชัตเตอร์ที่เหมาะกับไฟ 50Hz

ทีมงานยืนล้อมกล้องถ่ายภาพยนตร์และอุปกรณ์ในกองถ่ายกลางแจ้ง
เฟรมเรตเป็นหนึ่งในการตัดสินใจแรกของทุกกองถ่าย

ใครเคยดู The Hobbit แบบ 48 เฟรมหรือ Gemini Man แบบ 120 เฟรมในโรงมาแล้ว รู้สึกยังไงบ้าง หรือใครมีเฟรมเรตประจำตัวที่ใช้ถ่ายงานอยู่ทุกวัน เล่าให้ฟังกันได้นะครับ

อ่านต่อ

เฟรมเรต 24, 30, 60fps ต่างกันยังไง · กฎ 180 องศา

ที่มา: Frame rate (Wikipedia) · Why 24 frames per second is still the gold standard for film (RedShark News) · Mains electricity by country (Wikipedia) · Humans perceive flicker artifacts at 500 Hz (Scientific Reports, 2015) · The Hobbit An Unexpected Journey (Wikipedia) · Gemini Man frame rate too high for US cinemas (NME) · Rotary disc shutter (Wikipedia) · Flicker and shutter speed by region (Sony Thailand)

โยชูวา สมารมย์CreatorSchoolThailand

Yochuwa is the founder and editor-in-chief of CreatorSchoolThailand, a Thai media and education brand built for people who make media. His YouTube channel has grown past 145,000 subscribers and earned YouTube's Silver Creator Award, making it a go-to source for photography, filmmaking and content strategy in Thailand.

His approach is to teach the thinking behind the craft: how light, sound, story and platforms really work, so creators can make better decisions with whatever gear they own. Yochuwa has partnered with leading imaging brands including SIGMA Thailand and NiSi, runs the camera store Snapshot, and brings a background in web development to building CreatorSchoolThailand into a modern publisher for Thailand's creator economy.

บทความล่าสุด