MacBook Pro OLED จอทัชรุ่นแรกเปิดตัวแล้ว Apple ประกาศเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2026 ตามเวลาสหรัฐฯ ซึ่งตรงกับคืนวันที่ 28 ต่อเช้าวันที่ 29 ตามเวลาไทย ตัวเครื่อง มีทั้งขนาด 14 นิ้ว และ 16 นิ้ว ใช้จอใหม่ชื่อ PROLED XDR ที่เอานิ้ว แตะสั่งงานได้เป็นครั้งแรกบน Mac แต่จุดที่หลายคนสะดุดคือ รุ่นนี้ใช้ชิป M5 Pro และ M5 Max ไม่ใช่ M6 ที่เพิ่งเปิดตัวใน MacBook Pro 14 นิ้ว รุ่นถูกกว่าเมื่อวันก่อน มาดูกันว่า คนตัดต่อ และช่างภาพควรมองรุ่นนี้ยังไง

MacBook Pro OLED รุ่นนี้มีอะไรใหม่
ตามข่าวของ Apple จอ PROLED XDR สว่างสูงสุด 2000 nits ทั้งภาพ HDR และ SDR คอนทราสต์ 10,000,000:1 รีเฟรชเรตปรับเองได้ตั้งแต่ 10Hz ถึง 120Hz และครอบคลุมสีทั้ง P3 และ Adobe RGB รวมถึง Rec. 2020 มากกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ จอมีชั้นลดแสงสะท้อน มาให้ และเลือกกระจก nano-texture เพิ่มได้ ส่วนระบบสัมผัส Apple บอกว่าฝังเซนเซอร์ไว้ในแผงจอเลย และ macOS จะแปลงการแตะให้เป็นการคลิก แอปเดิมจำนวนมาก จึงใช้นิ้วแตะได้ทันที
สเปกอื่นที่ Apple ระบุ คือแรมสูงสุด 128GB ความจุสูงสุด 16TB มีพอร์ต Thunderbolt 5 สามช่อง HDMI ช่องเสียบการ์ด SDXC MagSafe และช่องหูฟัง ต่อจอนอกได้สามจอ กับ M5 Pro และสี่จอ กับ M5 Max แบตใช้ได้สูงสุด 24 ชั่วโมง ตามการทดสอบของ Apple กล้องหน้าเป็น 12MP Center Stage ตัว 14 นิ้ว หนักราว 3 ปอนด์ ส่วน 16 นิ้ว ราว 4 ปอนด์
ราคาในสหรัฐฯ เริ่มที่ $2,899 สำหรับ 14 นิ้ว M5 Pro, $3,399 สำหรับ 16 นิ้ว M5 Pro, $4,499 สำหรับ 14 นิ้ว M5 Max และ $4,799 สำหรับ 16 นิ้ว M5 Max เปิดสั่งจองวันที่ 28 ตุลาคม ใน 30 ประเทศและภูมิภาค และเริ่มส่งของ และวางขายหน้าร้านวันที่ 6 พฤศจิกายน 2026 แต่ในข่าวไม่ได้ระบุว่ามีประเทศไทย และยังไม่มีราคาไทย
ทำไมจอ OLED ถึงสำคัญกับคนทำงานภาพ
ถ้าเทียบกับ MacBook Pro M6 ที่เปิดตัวไปเมื่อวันก่อน ซึ่งเริ่มที่ $1,999 รุ่นจอ OLED แพงกว่าราว $900 ในขนาด 14 นิ้ว เงินส่วนนี้ ส่วนใหญ่จ่ายให้จอ และพอร์ตแบบรุ่นโปร ไม่ใช่ชิปที่ใหม่กว่า คนที่ได้ประโยชน์ชัดคือคนเกรดสีวิดีโอ HDR ที่อยากเห็นสีดำสนิท และไฮไลต์สว่างจริงบนจอโน้ตบุ๊ก กับช่างภาพที่ส่งงานพิมพ์ และต้องดูสีในช่วง Adobe RGB ซึ่ง Apple ระบุว่าจอนี้รองรับแล้ว
ส่วนคนที่ตัดคลิปลง TikTok หรือ YouTube เป็นหลัก และคนดูส่วนใหญ่ดูบนมือถือ จอระดับนี้ อาจเกินความจำเป็น เพราะงานแบบนี้ได้ประโยชน์จากความเร็วชิป และแรมมากกว่า เรื่องจอทัชก็เช่นกัน Apple โชว์การใช้งานกับแอปอย่าง Photoshop, Pixelmator Pro, Cinema 4D และ Nuke แต่ยังต้องรอดูรีวิวจากคนใช้จริงว่า การแตะจอช่วยงานตัดต่อได้แค่ไหน เมื่อเทียบกับเมาส์ และแทร็กแพด
คำถามว่า ทำไมรุ่นท็อปถึงใช้ M5 แทน M6 นั้น ในข่าวของ Apple ไม่ได้อธิบายเหตุผลไว้ เราจึง ไม่ขอเดา แต่สิ่งที่เห็นจากสเปกคือ M5 Max รองรับแรมได้ถึง 128GB และต่อจอนอกได้สี่จอ ซึ่งเหมาะกับ งานตัดต่อหลายแทร็ก งานสามมิติ หรือห้องเกรดสีที่ต่อจอหลายตัว ส่วนช่อง SDXC และ HDMI ยังอยู่ครบ คนถ่ายวิดีโอ จึงดูดไฟล์จากการ์ด และต่อจอมอนิเตอร์ในกองถ่ายได้ โดยไม่ต้องพกตัวแปลง
ควรรอ MacBook Pro OLED หรือซื้อ M6 เลย
ลองถามตัวเองก่อนว่า งานหลักของเราติดที่จอ หรือติดที่ความเร็วเครื่อง ถ้างานต้องเช็คสี HDR หรือส่งพิมพ์บ่อย รุ่น OLED น่าเก็บเงิน รอไว้ และควรรอราคาไทยจาก Apple ก่อนตัดสินใจ ถ้างานเป็นคลิปโซเชียล และอยากได้เครื่องแรงในงบที่ต่ำกว่า รุ่น M6 อาจคุ้มกว่า อีกเรื่องที่ควรคิดคือ ถ้าตัดต่อด้วย Final Cut Pro ที่เพิ่งได้ MotionVFX มาในตัว สองรุ่นนี้ก็ใช้โปรแกรมชุดเดียวกัน ความต่างจึงอยู่ที่จอ และงบเป็นหลัก
ใครอยากได้จริง ลองรอดูรีวิว ในช่วงที่ของเริ่มส่งวันที่ 6 พฤศจิกายน โดยเฉพาะเรื่องแสงสะท้อน ความแม่นของสี และการใช้นิ้วแตะกับโปรแกรมตัดต่อ แล้วค่อยเทียบ กับงบที่มี
ที่มา: Apple Newsroom: Apple unveils groundbreaking MacBook Pro with PROLED XDR Display
