
ทุกเช้าลงรูปสินค้า ใส่ราคา บอกช่องทางสั่ง ทำแบบนี้มาหลายเดือน ยอดไลก์ค่อย ๆ ลดลง คนที่เคยทักมาถามก็เงียบไป คำถามที่ร้านเล็กถามกันบ่อยจึงเป็นว่า โพสต์ขายของ ควรมีกี่โพสต์ แล้วโพสต์ให้ความรู้ควรมีกี่โพสต์
บทความนี้จะพาไปดูว่าสูตรสัดส่วนที่ได้ยินกันมาจากไหน ทำไมไม่ควรถือเป็นกฎตายตัว วิธีผสมโพสต์สี่แบบให้เข้ากับร้านของเรา และวิธีเขียนโพสต์ขายให้คนอ่านได้ประโยชน์แม้ยังไม่ซื้อ
ทำไม โพสต์ขายของ ทุกวันถึงทำให้คนเลื่อนหนี
ลองนึกถึงเพื่อนที่เจอกันทีไรก็ชวนซื้อของ ครั้งแรกยังฟัง ครั้งที่สามเริ่มเลี่ยง ฟีดโซเชียลก็คล้ายกัน คนเปิดแอปเพื่อดูเรื่องของเพื่อนและเรื่องที่ตัวเองสนใจ ถ้าเห็นหน้าเพจเราทีไรเจอแต่ราคา นิ้วก็เลื่อนผ่านเร็วขึ้นเรื่อย ๆ
ฝั่งแพลตฟอร์มเองก็เคยพูดเรื่องนี้ตรง ๆ เมื่อ 14 พฤศจิกายน 2014 Facebook ประกาศว่าได้สำรวจผู้ใช้หลายแสนคน คำตอบที่ได้คืออยากเห็นเรื่องจากเพื่อนและเพจที่สนใจมากขึ้น อยากเห็นโพสต์ขายน้อยลง
Facebook ระบุลักษณะโพสต์ที่คนรู้สึกว่าขายเกินไปไว้สามแบบ คือโพสต์ที่เร่งให้ซื้อสินค้าหรือติดตั้งแอปอย่างเดียว โพสต์ที่เร่งให้ร่วมชิงรางวัลโดยไม่มีเรื่องราวประกอบ และโพสต์ที่ใช้เนื้อหาซ้ำกับโฆษณาแบบเป๊ะ ๆ แล้วบอกว่าตั้งแต่มกราคม 2015 คนจะเห็นโพสต์แบบนี้ในฟีดน้อยลง

ประกาศนี้เก่าแล้ว ระบบจัดฟีดวันนี้ก็เปลี่ยนไปมาก แต่ข้อที่น่าเก็บไว้คือ สามแบบนั้นไม่ได้ห้ามขาย แค่เป็นโพสต์ที่มีแต่การเร่งขาย โดยไม่มีอะไรให้คนอ่านเลย
ลองเลื่อนดูหน้าเพจของเราย้อนหลังสิบโพสต์ แล้วนับดูว่ามีกี่โพสต์ที่คนไม่ได้อยากซื้อตอนนี้ แต่อ่านแล้วยังได้อะไรกลับไป
สูตร 80/20 กับกฎสามส่วน มาจากไหน
สูตรที่ได้ยินบ่อยที่สุดคือ 80/20 หมายถึงโพสต์เรื่องที่คนดูสนใจ 80 ส่วน และโพสต์โปรโมตร้าน 20 ส่วน หรือพูดง่าย ๆ ว่าสิบโพสต์ ขายสองโพสต์
บทความที่มักถูกยกมาอ้างคือบทความบน Social Media Today ปี 2013 ของ Sofie De Beule ผู้ดูแลคอนเทนต์และชุมชน บทความนั้นแนะนำให้ใช้คอนเทนต์ราว 20% โปรโมตแบรนด์ อีก 80% เป็นเรื่องที่คนดูสนใจจริง และบอกด้วยว่าส่วนที่ขายก็ควรมีของให้คนดู เช่น ส่วนลดหรือข้อมูลที่มีประโยชน์ แต่ไม่ได้อ้างงานวิจัยหรือข้อมูลใดรองรับตัวเลขนี้เลย
อีกสูตรคือกฎสามส่วน บทความของ Hootsuite บริษัทเครื่องมือจัดการโซเชียล แบ่งเป็นโปรโมตธุรกิจหนึ่งส่วน แชร์ไอเดียจากคนในวงการหนึ่งส่วน และพูดคุยแบบเป็นกันเองหนึ่งส่วน บทความนี้ก็ไม่ได้อ้างตัวเลขสถิติเช่นกัน
สรุปคือทั้งสองสูตรเป็นแนวปฏิบัติจากคนทำงาน ไม่ใช่ผลวิจัย ใช้เป็นจุดตั้งต้นได้ดี แต่ไม่จำเป็นต้องยึดทุกหลัก
ถ้าตอนนี้เพจเราขายเกือบทุกโพสต์ ลองเริ่มจากลดลงมาเหลือราวครึ่งหนึ่งก่อน แล้วค่อยดูผล ไม่ต้องกระโดดไปที่ 80/20 ทันที
สี่แบบที่ร้านเล็กผสมได้
แทนที่จะคิดแค่ขายกับไม่ขาย ลองแบ่งโพสต์ตามหน้าที่ออกเป็นสี่แบบ
โพสต์ขาย คือโพสต์ที่บอกตรง ๆ ว่ามีของอะไร ราคาเท่าไหร่ สั่งยังไง มีไว้ให้คนที่พร้อมซื้อตัดสินใจได้เลย
โพสต์ให้ความรู้ คือเรื่องที่ลูกค้าอยากรู้ เช่น ร้านขายเสื้อผ้าสอนวิธีเลือกไซซ์ ร้านกาแฟสอนชงให้อร่อยที่บ้าน โพสต์แบบนี้ทำให้คนที่ยังไม่ซื้อ มีเหตุผลกดติดตามไว้
โพสต์เบื้องหลัง คือเล่าว่าของมาถึงมือลูกค้าได้ยังไง ช่วยให้คนเห็นว่าร้านมีคนจริงอยู่ข้างหลัง
โพสต์รีวิว คือเสียงจากลูกค้าจริง เช่น รูปที่ลูกค้าส่งมา หรือข้อความชมที่ขออนุญาตแล้ว ช่วยตอบคำถามว่าซื้อร้านนี้แล้วจะได้ของตามภาพไหม
สี่แบบนี้ทำงานต่อกันเป็นทอด ๆ โพสต์ให้ความรู้พาคนใหม่เข้ามาเจอร้าน โพสต์เบื้องหลังกับรีวิวทำให้เขาเชื่อ พอถึงวันที่ โพสต์ขายของ ขึ้นฟีด คนที่เห็นจึงรู้จักร้านมาก่อนแล้ว ไม่ใช่คนแปลกหน้าที่โดนยื่นราคาใส่
CREATOR SCHOOL THAILAND · BRAND CONTENT
โพสต์สี่แบบ ทำงานคนละหน้าที่
ไม่ต้องคิดแค่ขายกับไม่ขาย ลองดูว่าแต่ละโพสต์ทำอะไรให้ร้าน
ขาย
มีของอะไร ราคา สั่งยังไง
ให้คนที่พร้อมซื้อตัดสินใจได้ทันที
ให้ความรู้
เรื่องที่ลูกค้าอยากรู้
ให้คนที่ยังไม่ซื้อ มีเหตุผลกดติดตามไว้
เบื้องหลัง
ของมาถึงมือลูกค้าได้ยังไง
ให้เห็นว่าร้านมีคนจริงอยู่ข้างหลัง
รีวิว
เสียงจากลูกค้าจริง ที่ขออนุญาตแล้ว
ยืนยันว่าซื้อแล้วได้ของตามภาพ
สัดส่วนของแต่ละแบบไม่มีสูตรตายตัว สูตร 80/20 และกฎสามส่วนเป็นแนวปฏิบัติจากคนทำงาน ไม่ใช่ผลวิจัย ปรับตามจังหวะร้านและสถิติของเพจเราเอง
ลองแยกโพสต์เดือนที่แล้วของเราออกเป็นสี่กองนี้ดู กองไหนว่างเปล่า กองนั้นคือโพสต์ที่ควรลองเพิ่ม
จัดหนึ่งสัปดาห์แบบยืดหยุ่น
ตัวอย่างตั้งต้นสำหรับร้านที่โพสต์วันละครั้ง ลองให้หนึ่งสัปดาห์มีโพสต์ขายสองวัน ให้ความรู้สามวัน เบื้องหลังหนึ่งวัน และรีวิวหนึ่งวัน ตัวเลขนี้ไม่ได้มาจากงานวิจัย เป็นแค่จุดเริ่มที่ขายไม่ถึงหนึ่งในสาม และยังขายได้ทุกสัปดาห์
แต่ส่วนผสมควรขยับตามจังหวะร้าน ช่วงมีของใหม่หรือเทศกาลที่คนพร้อมซื้อ เพิ่มโพสต์ขายได้ ช่วงเงียบ ๆ เพิ่มโพสต์ให้ความรู้เพื่อเลี้ยงคนติดตามไว้รอรอบหน้า
ลองนึกถึงร้านอาหารตามสั่งที่ไม่ได้ขายแต่กะเพราทุกจาน มีเมนูหลักที่ทำเงิน มีน้ำซุปฟรีที่ทำให้คนอยากกลับมา สัดส่วนจะต่างกันไปตามร้าน แต่ทุกร้านต้องมีทั้งสองอย่าง

อีกเรื่องที่ช่วยได้มาก คือวางวันขายให้ตรงกับวันที่ลูกค้าพร้อมจ่าย เช่น ช่วงต้นเดือนหลังเงินเดือนออก หรือก่อนวันหยุดยาว แล้วให้โพสต์ช่วงก่อนหน้าเป็นเรื่องที่ปูทางไว้ อย่างร้านขายเครื่องนอนที่โพสต์วิธีเลือกหมอนให้เหมาะกับท่านอนไว้ก่อน พอวันขายมาถึง โพสต์ขายของ ชิ้นนั้นก็มีคนรออ่านอยู่แล้ว
ถ้าวางแผนทั้งสัปดาห์ไม่ไหว ลองเริ่มแค่กฎเดียวว่า หลังโพสต์ขายหนึ่งครั้ง โพสต์ถัดไปต้องเป็นแบบอื่น
เขียน โพสต์ขายของ ให้มีประโยชน์ในตัว
ส่วนที่ร้านเล็กมักมองข้าม คือโพสต์ขายเองก็ทำให้น่าอ่านได้ ไม่ต้องรอให้ถึงวันโพสต์ให้ความรู้
เริ่มจากปัญหาของคนซื้อ ไม่ใช่ชื่อสินค้า ร้านขายเสื้อผ้าอาจเปิดด้วยว่า ไปงานแต่งเพื่อนแล้วไม่รู้จะใส่อะไรให้ไม่ดูเยอะเกิน แล้วค่อยพาไปที่ชุด
ต่อด้วยความรู้หนึ่งข้อที่ใช้ได้แม้ไม่ซื้อ เช่น จับคู่สีเสื้อกับรองเท้ายังไง หรือผ้าแบบนี้ซักยังไงไม่ให้ย้วย คนที่ยังไม่พร้อมซื้อก็ยังได้อะไรกลับไป

จากนั้นบอกตรง ๆ ว่าเหมาะกับใคร และไม่เหมาะกับใคร เช่น เนื้อผ้าบาง ไม่เหมาะกับห้องแอร์เย็นจัด ข้อนี้ทำให้คนเชื่อส่วนอื่นของโพสต์มากขึ้น
ปิดด้วยข้อมูลที่คนพร้อมซื้อต้องใช้ให้ครบ ราคา ไซซ์ ค่าส่ง และช่องทางสั่ง แล้วชวนทำแค่อย่างเดียว เช่น ทักแชตเพื่อเช็คไซซ์
CREATOR SCHOOL THAILAND · BRAND CONTENT
โพสต์ขายที่คนไม่ซื้อก็ยังได้อะไรกลับไป
เขียนตามลำดับนี้ แล้วเทียบกับโพสต์ขายแบบเดิมของเรา
เปิดด้วยปัญหาของคนซื้อ
เช่น ไปงานแต่งเพื่อนแล้วไม่รู้จะใส่อะไรให้ไม่ดูเยอะเกิน ไม่ใช่เปิดด้วยชื่อสินค้า
ใส่ความรู้หนึ่งข้อ
เรื่องที่ใช้ได้แม้ไม่ซื้อ เช่น จับคู่สีเสื้อกับรองเท้า หรือซักผ้ายังไงไม่ให้ย้วย
บอกว่าเหมาะและไม่เหมาะกับใคร
เช่น เนื้อผ้าบาง ไม่เหมาะกับห้องแอร์เย็นจัด ทำให้คนเชื่อส่วนอื่นของโพสต์มากขึ้น
ข้อมูลสำหรับคนพร้อมซื้อ
ราคา ไซซ์ ค่าส่ง และช่องทางสั่ง ให้ครบในโพสต์เดียว
ชวนทำแค่อย่างเดียว
เช่น ทักแชตเพื่อเช็คไซซ์ ไม่ขอให้เมนต์หรือกดไลก์เพื่อดันโพสต์
Facebook ประกาศลดการแสดงโพสต์ตกเบ็ดยอดไลก์ (engagement bait) เมื่อ 18 ธันวาคม 2017 แต่โพสต์ที่ขอความช่วยเหลือหรือขอคำแนะนำจริงไม่ได้รับผลกระทบ
ลองหยิบโพสต์ขายล่าสุดของเรามาเขียนใหม่ด้วยห้าส่วนนี้ แล้วเทียบดูว่าอ่านต่างกันแค่ไหน
ชวนคุยแบบไหน ไม่โดนมองว่าตกเบ็ด
เมื่อโพสต์ขายไม่มีคนตอบ บางร้านแก้ด้วยการเขียนว่า เมนต์ว่าเอา หรือกดไลก์ถ้าชอบ เรื่องนี้ Facebook เคยประกาศเมื่อ 18 ธันวาคม 2017 ว่าจะลดการแสดงโพสต์ตกเบ็ดยอดไลก์ (engagement bait) คือโพสต์ที่ขอให้คนกดไลก์ แชร์ หรือคอมเมนต์ เพื่อดันให้โพสต์ไปไกลขึ้น ตัวอย่างที่ยกไว้คือโพสต์ชวนกดไลก์ถ้าเกิดราศีเมษ
ในประกาศเดียวกันบอกว่า โพสต์ที่ขอความช่วยเหลือ หรือขอคำแนะนำจริง ๆ ไม่ได้รับผลกระทบ
ร้านเล็กใช้ข้อนี้ได้ตรง ๆ แทนที่จะขอให้เมนต์ ลองถามสิ่งที่อยากรู้จริง เช่น ลายไหนที่อยากให้ร้านทำเพิ่ม หรือปกติใส่ไซซ์อะไรของแบรนด์อื่น คำตอบพวกนี้ยังเอาไปคิดสินค้ารอบหน้าได้ด้วย

ก่อนกดโพสต์ ลองถามตัวเองว่า ถ้ามีคนตอบคำถามนี้ ร้านเราได้ข้อมูลอะไรกลับมาไหม
ดูยังไงว่าส่วนผสมของเราพอดีแล้ว
ไม่มีตัวเลขสำเร็จรูปที่ใช้ได้กับทุกร้าน วิธีที่ตรงที่สุดคือดูจากคนของเราเอง
ลองเปิดหน้าสถิติของเพจ แล้วดูสามเรื่อง เรื่องแรก โพสต์ที่ไม่ได้ขายมีคนเห็นและมีคนตอบมากกว่าหรือน้อยกว่าโพสต์ขาย เรื่องที่สอง หลังโพสต์ขายแต่ละครั้งมีคนทักแชตมากี่คน เรื่องที่สาม ช่วงไหนที่มีคนเลิกติดตามมากผิดปกติ
ถ้าโพสต์ขายยังมีคนทักมาสม่ำเสมอ และคนติดตามไม่ลด แปลว่าส่วนผสมตอนนี้ยังไปได้ ถ้าคนทักน้อยลงเรื่อย ๆ ลองเพิ่มโพสต์ให้ความรู้หรือรีวิวแทน
อย่าตัดสินจากยอดไลก์อย่างเดียว โพสต์ให้ความรู้อาจได้ไลก์เยอะแต่ไม่มีคนสั่ง ส่วน โพสต์ขายของ บางโพสต์ไลก์น้อยแต่มีคนทักถามราคาหลายคน สองแบบนี้ทำงานคนละหน้าที่ ดูให้ตรงกับหน้าที่ของมัน
ลองจดตัวเลขสามเรื่องนี้ไว้ทุกสิ้นสัปดาห์ ครบเดือนแล้วค่อยปรับส่วนผสมทีเดียว ไม่ต้องเปลี่ยนทุกวัน
ความเข้าใจผิดเรื่อง โพสต์ขายของ ที่พบบ่อย
เรื่องแรก ต้องยึด 80/20 เป๊ะ ๆ อย่างที่เห็นแล้วว่าสูตรนี้เป็นแนวปฏิบัติ ไม่ใช่ผลวิจัย ร้านที่คนติดตามเพราะอยากรู้ว่ามีของใหม่อะไร อาจขายบ่อยกว่านี้ได้โดยไม่มีใครรำคาญ
เรื่องที่สอง ให้ความรู้แล้วต้องห้ามพูดถึงสินค้า จริง ๆ แล้วโพสต์ให้ความรู้ที่ใช้สินค้าของร้านเป็นตัวอย่างนั้นทำได้ ขอแค่คนอ่านได้ความรู้จริง ไม่ใช่โฆษณาที่ใส่ชื่อว่าเทคนิค

เรื่องที่สาม ขายน้อยแล้วจะขายได้น้อยลง ถ้าเพจมีแต่โพสต์ขาย แต่ไม่มีคนเห็น จำนวนโพสต์ขายที่มากก็ไม่ได้แปลว่าขายได้มากขึ้น
เรื่องที่สี่ โพสต์ขายต้องเขียนเร้าใจ ใส่คำว่าด่วน ของหมด ทุกโพสต์ ถ้าใช้บ่อยจนคนรู้ว่าไม่จริง คำพวกนี้จะหมดความหมาย ทั้งยังทำให้คนสงสัยข้อมูลอื่นในโพสต์ด้วย บอกตามจริงว่าเหลือกี่ชิ้น หรือโปรหมดวันไหน จะช่วยได้มากกว่า
คืนนี้มาลองจัด โพสต์ขายของ สัปดาห์หน้ากัน
เริ่มจากเปิดหน้าเพจ นับโพสต์ย้อนหลังสิบโพสต์ แยกเป็นสี่กอง ขาย ให้ความรู้ เบื้องหลัง และรีวิว จะเห็นทันทีว่าเราหนักไปทางไหน
จากนั้นตีตารางเจ็ดช่องลงกระดาษ ช่องละหนึ่งวัน ใส่โพสต์ขายสองวัน ที่เหลือเติมด้วยแบบอื่น โดยไม่ให้โพสต์ขายอยู่ติดกัน
สุดท้ายเลือกโพสต์ขายหนึ่งโพสต์ เขียนใหม่ตามห้าส่วน เปิดด้วยปัญหา ใส่ความรู้หนึ่งข้อ บอกว่าเหมาะกับใคร ใส่ข้อมูลให้ครบ และชวนทำอย่างเดียว
ถ้าทำแล้วยังไม่มีใครทัก ลองดูว่าเราเปิดโพสต์ด้วยปัญหาที่ลูกค้าเจอจริงหรือเปล่า ถ้ายังไม่แน่ใจ ลองไล่อ่านแชตลูกค้าย้อนหลังดูว่าเขาถามอะไรกันบ่อย
สิ่งที่อยากให้จำกลับไป
สูตร 80/20 กับกฎสามส่วนเป็นแนวปฏิบัติจากคนทำงาน ใช้เป็นจุดตั้งต้นได้ แต่ส่วนผสมที่พอดีต้องดูจากคนของร้านเราเอง ผสมโพสต์สี่แบบ ขาย ให้ความรู้ เบื้องหลัง และรีวิว ขยับตามจังหวะร้าน และเขียนโพสต์ขายให้คนที่ยังไม่ซื้อได้อะไรกลับไปด้วย
แล้วโพสต์ล่าสุดของร้านเรา ถ้าคนที่ยังไม่อยากซื้ออ่านจบ เขาได้อะไรกลับไปบ้าง?
อ่านต่อ
ถ้าอยากวางหมวดคอนเทนต์ของร้านให้ชัดก่อนจัดสัดส่วน อ่านต่อที่ Content Pillar คืออะไร วางเสาคอนเทนต์ให้ช่องไม่หลงทาง ถ้ากำลังคิดว่าจะโพสต์ถี่แค่ไหน ดูต่อที่ โพสต์ทุกวัน แล้วช่องจะโตจริงไหม และอยากให้รูปในโพสต์ขายดูดีขึ้น มีคู่มือ ถ่ายภาพสินค้า ด้วยมือถือให้ดูขายได้ ส่วนประกาศต้นฉบับของ Facebook เรื่องโพสต์ที่ขายเกินไป ลองเปิด News Feed FYI Reducing Overly Promotional Page Posts
