ไฟถ่ายวิดีโอ ที่บ้าน ดวงแรกควรเป็นแบบไหน เข้าใจแสงก่อนซื้อ

ตั้งกล้องพูดหน้าโต๊ะทำงานตอนหัวค่ำ เปิดไฟเพดานจนสว่างทั้งห้อง แต่ในจอหน้ากลับดูโทรม ใต้ตาเป็นเงาดำ สีผิวออกเหลืองปนเขียว เลยตัดสินใจซื้อ ไฟถ่ายวิดีโอ มาหนึ่งดวง เปิดแล้วหน้าสว่างจริง แต่แบนเหมือนรูปติดบัตร หรือไม่ก็เงาจมูกคมจนดูแข็ง
อ่านจบแล้วคุณจะรู้ว่าแสงที่ทำให้หน้าดูดีมาจากอะไร ไฟดวงแรกควรวางตรงไหน ตัวเลขอย่าง CRI กับ TLCI บอกอะไร และควรจ่ายเงินกับอะไรก่อน ทั้งหมดนี้ใช้ได้กับไฟทุกยี่ห้อ เพราะเป็นเรื่องของแสง ไม่ใช่เรื่องของรุ่น
แสงแข็ง แสงนุ่ม ต่างกันที่ขนาดของแหล่งแสง
ลองนึกถึงแดดเที่ยงวันฟ้าใส เงาของเราบนพื้นคมกริบ ขอบชัดเหมือนตัดด้วยกรรไกร แต่พอเมฆมาบังทั้งฟ้า เงาแทบหายไป เหลือแค่ความมืดจาง ๆ ใต้ตัว แดดเป็นดวงเดียวกัน ที่เปลี่ยนคือขนาดของสิ่งที่ส่องแสงลงมา จากดวงอาทิตย์จุดเล็ก ๆ กลายเป็นเมฆที่ใหญ่ทั้งฟ้า
แสงที่ให้เงาขอบคมเรียกว่า แสงแข็ง (hard light) แสงที่เงาไล่อ่อนลงทีละนิดเรียกว่า แสงนุ่ม (soft light) แสงนุ่มทำให้ผิวดูเรียบ ริ้วรอยไม่เด่น ส่วนแสงแข็งเหมาะกับอารมณ์ดราม่าหรือสินค้าที่อยากโชว์พื้นผิว
ตัวตัดสินไม่ใช่ขนาดจริงของไฟ แต่เป็นขนาดเมื่อเทียบกับหน้าคน ซอฟต์บ็อกซ์ใบเดียวกัน วางห่างหน้าครึ่งเมตร แสงจะนุ่ม ถอยไปสามเมตร มันดูเล็กลงเมื่อเทียบกับหน้า แสงก็แข็งขึ้นทันที
ขยับไฟเข้าใกล้ยังได้ความสว่างเพิ่มด้วย เพราะแสงอ่อนลงเร็วตามระยะ ระยะเพิ่มเป็นสองเท่า แสงที่ถึงหน้าเหลือราวหนึ่งในสี่ ตามหลักที่เรียกว่า กฎกำลังสองผกผัน
CREATOR SCHOOL THAILAND · GEAR
แสงนุ่มหรือแข็ง ดูที่ขนาดแหล่งแสงเมื่อเทียบกับหน้า
ดวงเล็ก หรืออยู่ไกล
ขอบเงาคม เงาเข้ม ผิวดูมีรายละเอียดทุกจุด
แสงแข็ง
หน้าใหญ่ และอยู่ใกล้
เงาไล่อ่อนลงทีละนิด ผิวดูเรียบ หน้ามีมิติ
แสงนุ่ม
แสงจะนุ่มหรือแข็ง ไม่ได้ขึ้นกับราคาไฟ แต่ขึ้นกับว่าแหล่งแสงใหญ่แค่ไหนเมื่อเทียบกับหน้า

ไฟถ่ายวิดีโอ ดวงแรก วางตรงไหนให้หน้ามีมิติ
ไฟดวงแรกในภาษาคนจัดไฟเรียกว่า key light หรือไฟหลัก คือไฟที่กำหนดว่าหน้าจะสว่างจากทางไหนและเงาจะตกไปทางไหน
ตำแหน่งที่เริ่มง่ายที่สุดคือเฉียงจากแนวกล้องราว 45 องศา ไปทางซ้ายหรือขวาก็ได้ ยกให้สูงกว่าระดับตาเล็กน้อยแล้วกดหน้าไฟลงหาคน แบบนี้จะได้เงาอ่อน ๆ ข้างจมูกและแก้มฝั่งหนึ่ง ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้หน้าดูเป็นสามมิติ
ทำไมไม่วางตรงหน้าไปเลย เพราะแสงจากแนวเดียวกับกล้องลบเงาทุกจุดออก หน้าจึงแบน วางต่ำกว่าหน้าจะได้เงาย้อนขึ้นแบบเล่าเรื่องผี วางสูงเกินไปก็เกิดเงาดำในเบ้าตาแบบไฟเพดาน คนใส่แว่นให้ยกไฟสูงขึ้นหรือขยับออกข้างอีกนิด แสงสะท้อนในเลนส์แว่นจะเบนออกจากกล้อง
CREATOR SCHOOL THAILAND · GEAR
มองจากเพดาน ไฟดวงแรกวางตรงไหน
ไฟดวงแรก
เฉียงจากแนวกล้องราว 45 องศา สูงกว่าตาเล็กน้อย กดหน้าลงหาคน
ฝั่งตรงข้าม
ปล่อยให้มีเงาไว้ก่อน ถ้าอยากให้เงาจางลง ใช้แสงหน้าต่างหรือแผ่นสะท้อนสีขาว
ไฟเพดาน
ปิดถ้าทำได้ สีของมันมักไม่ตรงกับไฟดวงแรก และทำให้ใต้ตาเป็นเงา
ภาพมองจากด้านบน ตำแหน่งเป็นจุดเริ่ม ขยับทีละนิดแล้วดูจากจอกล้อง
อีกเรื่องที่มักลืมคือผนังด้านหลัง นั่งชิดผนังแล้วเงาหัวจะตกบนผนังชัดเจน ขยับเก้าอี้ออกมาสักหนึ่งก้าว เงาจะไปตกบนพื้นแทน ฉากหลังมืดกว่าหน้าเล็กน้อย คนก็เด่นขึ้น
ไฟดวงแรกที่ดี ทิ้งเงาไว้บนหน้านิดหนึ่ง เงานั้นแหละที่ทำให้หน้ามีมิติ
ลองแสงจากหน้าต่างก่อนจ่ายเงิน
ก่อนซื้ออะไร ลองย้ายโต๊ะไปใกล้หน้าต่างดูก่อน หน้าต่างที่แดดไม่ส่องเข้าตรง ๆ คือแหล่งแสงนุ่มขนาดใหญ่ที่ทุกบ้านมีอยู่แล้ว
นั่งให้หน้าต่างอยู่เฉียงด้านข้าง ไม่ใช่อยู่ข้างหลัง ถ้าแดดแรงจนเงาคม ใช้ผ้าม่านบางสีขาวช่วยกระจาย ฝั่งที่มืดเกินไปใช้กระดาษหรือฟิวเจอร์บอร์ดสีขาววางสะท้อนกลับ
ข้อจำกัดคือแสงหน้าต่างเปลี่ยนตลอด เมฆผ่านทีเดียวหน้าก็มืดลง บ่ายกับเย็นสีก็ต่างกัน คลิปที่ถ่ายหลายช่วงจึงต่อกันไม่เนียน นี่คือเหตุผลจริงที่ต้องมีไฟ คือได้แสงเหมือนเดิมทุกวัน
ถ้าหน้าต่างยังทำให้หน้าดูดีไม่ได้ ไฟราคาแพงก็มักช่วยไม่ได้ เพราะปัญหาอยู่ที่ตำแหน่ง ไม่ใช่อุปกรณ์

CRI กับ TLCI ตัวเลขที่บอกว่าสีผิวจะเพี้ยนไหม
เคยเห็นหน้าคนใต้หลอด LED ราคาถูกแล้วดูซีดอมเขียวไหม หลอดสว่างพอ แต่แสงขาดสีบางช่วงไป สีผิวเลยออกมาไม่ครบ ตัวเลขสองตัวนี้วัดเรื่องนั้น
CRI (Color Rendering Index) วัดว่าแสงแสดงสีของวัตถุได้ใกล้กับแสงอ้างอิงแค่ไหน เต็ม 100 ค่าที่เขียนบนกล่องว่า Ra คือค่าเฉลี่ยจากแผ่นสีตัวอย่าง 8 สีแรก เรียกว่า R1 ถึง R8 ซึ่งไม่รวมสีแดงสดที่เรียกว่า R9 ไฟบางดวงจึง CRI ดูสูงแต่ยังทำสีแดงและโทนผิวได้ไม่ดี ถ้าผู้ผลิตบอกค่า R9 มาด้วย ให้ดูค่านั้นประกอบ
TLCI (Television Lighting Consistency Index) พัฒนาโดย EBU หรือสหภาพผู้แพร่ภาพกระจายเสียงแห่งยุโรป วัดว่ากล้องวิดีโอจะเห็นสีใต้ไฟนั้นถูกแค่ไหน เพราะกล้องไม่ได้มองสีแบบเดียวกับตาคน ค่าเต็ม 100 ช่วง 85 ขึ้นไปถือว่าสีเพี้ยนน้อยจนคนเกรดสีแทบไม่ต้องแก้ ต่ำกว่านั้นต้องเสียเวลาแก้สีมากขึ้นเรื่อย ๆ และถ้าต่ำกว่า 50 คนเกรดสีฝีมือดีก็ยังแก้ได้ยาก
ไฟสำหรับทำวิดีโอส่วนใหญ่บอกตัวเลขทั้งสองไว้ ถ้าได้ระดับ 90 กลาง ๆ ขึ้นไปทั้งคู่ ถือว่าปลอดภัยสำหรับงานพูดหน้ากล้อง ที่ควรระวังคือไฟที่ไม่บอกตัวเลขเลย
ความสว่างซื้อเพิ่มทีหลังได้ แต่สีผิวที่เพี้ยนตั้งแต่ต้นแก้ยากกว่ามาก ดูตัวเลขสีก่อนดูวัตต์

Bi-color หรือ Daylight เลือกจากห้องที่ใช้ถ่าย
สีของแสงวัดเป็นเคลวิน (K) เลขต่ำอมส้มแบบหลอดไส้ราว 3200K เลขสูงขาวอมฟ้าแบบกลางวันราว 5600K ไฟแบบ Daylight มีสีเดียวคือสีกลางวัน มักได้ความสว่างต่อราคามากกว่า ส่วน Bi-color ผสมหลอดสองสีข้างใน ปรับได้ตั้งแต่ส้มไปจนขาว
คำถามที่ช่วยเลือกคือ ห้องมีแสงอื่นปนอยู่ไหม ถ้าปิดม่านและดับไฟอื่นได้หมด Daylight ก็พอ แต่ถ้าในเฟรมมีโคมไฟสีส้ม หรือถ่ายข้างหน้าต่างช่วงเย็น Bi-color ช่วยปรับสีให้เข้ากันได้
ปัญหาที่เห็นบ่อยกว่าการเลือกผิดคือหน้าซีกหนึ่งส้ม อีกซีกฟ้า เพราะสองแหล่งแสงสีไม่ตรงกัน กล้องตั้งไวต์บาลานซ์ได้ค่าเดียว จึงแก้ได้แค่ซีกเดียว
เลือกสีไฟจากแสงที่หนีไม่ได้ในห้อง และตั้งไวต์บาลานซ์ของกล้องเองให้ตรงกับไฟดวงหลัก อย่าปล่อยออโต้
COB ซอฟต์บ็อกซ์ แผง LED หรือริงไลต์ เลือก ไฟถ่ายวิดีโอ จากงาน
ไฟแบบ COB คือ LED ก้อนเดียวที่สว่างมาก แสงเปล่า ๆ แข็งมาก จึงใช้คู่กับซอฟต์บ็อกซ์หรือร่มเสมอ เมาท์ที่นิยมกันแพร่หลายคือแบบ Bowens ที่ต้องเช็กคือเสียงพัดลมระบายความร้อน ถ้าอัดเสียงในห้องเดียวกัน หารุ่นที่มีโหมดพัดลมเงียบ
แผง LED แบนบาง ตั้งบนโต๊ะได้ แต่หน้าแผงเล็ก แสงจึงค่อนข้างแข็งถ้าไม่มีตัวกระจายแสง
ริงไลต์คือไฟวงกลมที่กล้องหรือมือถือมองผ่านตรงกลาง แสงมาจากแนวเดียวกับกล้อง เงาแทบหายหมด ผิวเรียบมาก ในตาเห็นวงแหวนสว่าง เหมาะกับคลิปแต่งหน้าหรือช็อตใกล้หน้า แต่กับคลิปพูดหน้ากล้องทั่วไป หน้าจะแบน และคนใส่แว่นจะเห็นวงแหวนในเลนส์ชัด
| แบบไฟ | แสงที่ได้ | เหมาะกับ | ข้อควรระวัง |
|---|---|---|---|
| COB กับซอฟต์บ็อกซ์ | นุ่ม หน้ามีมิติ | พูดหน้ากล้อง สัมภาษณ์ | ใช้พื้นที่ ต้องมีขาตั้งดี เสียงพัดลม |
| แผง LED | ค่อนข้างแข็งถ้าไม่มีตัวกระจาย | โต๊ะเล็ก พกไปนอกสถานที่ | หน้าแผงเล็ก ต้องหาตัวกระจายแสงเพิ่ม |
| ริงไลต์ | แบน เงาน้อยมาก | แต่งหน้า ช็อตใกล้หน้า | หน้าไม่มีมิติ วงแหวนในแว่น |
ถ้าทำคลิปพูดหน้ากล้องเป็นหลัก ไฟดวงแรกที่คุ้มที่สุดคือไฟที่ต่อซอฟต์บ็อกซ์ได้ ไม่ใช่ไฟที่สว่างที่สุด

ไฟถ่ายวิดีโอ กับภาพกะพริบจากไฟบ้าน 50Hz
ไฟบ้านในไทยเป็นระบบ 220 โวลต์ 50Hz หลอดไฟหลายแบบในบ้านจึงสว่างขึ้นลงประมาณ 100 ครั้งต่อวินาที ตาเรามองไม่ทัน แต่กล้องจับได้ ถ้าชัตเตอร์ไม่เข้าจังหวะ ภาพจะมีแถบมืดเลื่อนผ่าน หรือสว่างวูบวาบ
วิธีที่ปลอดภัยที่สุดคือตั้งชัตเตอร์ 1/50 เมื่อถ่าย 24 25 หรือ 30fps และ 1/100 เมื่อถ่าย 50 หรือ 60fps รายละเอียดเรื่องนี้อธิบายไว้ครบในบทความ เฟรมเรต 24, 30, 60fps ต่างกันยังไง
ไฟสำหรับทำวิดีโอที่ดีมักออกแบบให้ไม่กะพริบ แต่ LED หลายแบบหรี่แสงด้วยการเปิดปิดเร็วมาก ยิ่งหรี่ต่ำ กล้องยิ่งจับการกะพริบได้ง่าย โดยเฉพาะตอนถ่ายสโลว์โมชันหรือใช้ชัตเตอร์เร็ว วิธีเช็กที่ตรงที่สุดคือเปิดไฟและตั้งกล้องตามค่าที่จะใช้จริง แล้วอัดทดสอบสักสิบวินาที
ซื้อไฟมาใหม่ ให้ทดสอบกะพริบที่ความสว่างต่ำสุดที่คุณจะใช้ ไม่ใช่ที่ความสว่างเต็ม
งบน้อย ซื้อ ไฟถ่ายวิดีโอ ดวงแรก จ่ายกับอะไรก่อน
ลำดับที่คุ้มสำหรับคนเริ่มคือ ไฟหนึ่งดวงที่ตัวเลขสีดี ตัวกระจายแสงหน้าใหญ่ และขาตั้งที่มั่นคง สามอย่างนี้เป็นชุดเดียวกัน ขาดอย่างหนึ่งก็ไม่สุด ขาตั้งมักเป็นของที่คนประหยัดก่อน แต่ซอฟต์บ็อกซ์ใบใหญ่บนขาบาง ๆ ล้มง่ายเวลาโดนเกี่ยวสาย ถุงทรายถ่วงขาช่วยได้มาก
CREATOR SCHOOL THAILAND · GEAR
งบก้อนแรก จ่ายตามลำดับนี้
1
ไฟหนึ่งดวงที่สีดี
ดูตัวเลข CRI และ TLCI ก่อนดูวัตต์
2
ตัวกระจายแสงหน้าใหญ่
ซอฟต์บ็อกซ์หรือร่ม ทำให้แสงนุ่ม
3
ขาตั้งที่มั่นคง
บวกถุงทรายถ่วงขา กันล้ม
4
ม่านกับแผ่นสะท้อน
คุมแสงหน้าต่าง เติมฝั่งเงา
5
ไฟดวงที่สอง
ซื้อเมื่อรู้แล้วว่าภาพยังขาดอะไร
ข้อ 1 ถึง 3 คือชุดเดียวกัน ขาดข้อไหนแสงก็ไม่สุด
ถัดมาคือของที่ไม่ใช่ไฟ ผ้าม่านทึบไว้คุมแสงหน้าต่าง กับแผ่นสะท้อนสีขาวไว้เติมฝั่งเงา ราคาถูกกว่าไฟดวงที่สองมาก และในห้องเล็กแก้ปัญหาได้เยอะกว่า ไฟดวงที่สองค่อยซื้อเมื่อวางดวงแรกเป็นแล้ว และรู้ว่าภาพยังขาดอะไร
เงินก้อนแรกควรซื้อแสงนุ่มที่สีถูกต้องหนึ่งจุด ดีกว่าซื้อไฟหลายดวงที่แสงแข็งและสีไม่ตรงกัน
ความเข้าใจผิดเรื่อง ไฟถ่ายวิดีโอ ที่พบบ่อย
ความเชื่อแรกคือยิ่งวัตต์สูงยิ่งดี ในห้องขนาดห้องนอน ไฟไม่แรงมากที่วางใกล้ผ่านซอฟต์บ็อกซ์มักพอแล้ว ไฟแรงเกินต้องหรี่ลงเหลือน้อย ซึ่งบางรุ่นเริ่มเสี่ยงกะพริบ
ความเชื่อที่สองคือเปิดไฟเพดานไว้ด้วยจะได้สว่างขึ้น แต่ไฟเพดานทำให้เบ้าตามืด และสีมักไม่ตรงกับไฟที่ซื้อมา ภาพสว่างขึ้นแต่ดูแย่ลง
ความเชื่อที่สามคือริงไลต์คือไฟมาตรฐานของคนทำคลิป จริง ๆ มันเป็นเครื่องมือเฉพาะทาง ดีมากกับงานบางแบบ แต่ไม่ใช่คำตอบเริ่มต้นของทุกคลิป

ทำได้คืนนี้ จัดไฟดวงเดียวให้ดูดีใน 15 นาที
ดับไฟเพดานและไฟอื่นที่ปิดได้ ปิดม่านถ้าแสงข้างนอกกำลังเปลี่ยนเร็ว
วางไฟดวงเดียวเฉียงจากแนวกล้องราว 45 องศา สูงกว่าตาเล็กน้อย ดันเข้าใกล้หน้าที่สุดเท่าที่ไม่ติดขอบเฟรม ตั้งไวต์บาลานซ์เองให้ตรงกับสีไฟ และตั้งชัตเตอร์ 1/50 ถ้าถ่าย 24 ถึง 30fps
ดูจากจอกล้อง ไม่ใช่จากตาตัวเอง หมุนหน้าไฟทีละนิดจนเงาข้างจมูกอ่อนลงแต่ยังไม่หาย ฝั่งเงามืดเกินไปให้วางกระดาษขาวสะท้อนกลับ แล้วอัดทดสอบสามสิบวินาที ดูบนจอใหญ่ เช็กสีผิว เงาในเบ้าตา และแถบกะพริบ
ทำแล้วยังไม่ได้ผล ถ้าหน้ายังแบน ไฟอยู่ใกล้แนวกล้องเกินไป ขยับออกข้างอีก ถ้าเงาแข็งเกิน ไฟไกลเกินหรือหน้าไฟเล็กเกิน ดันเข้ามาหรือเพิ่มตัวกระจายแสง ถ้าสีผิวยังแปลก หาแสงอื่นที่ยังปนอยู่ในห้องก่อนโทษตัวไฟ
สิ่งที่อยากให้จำกลับไป
ไฟดวงแรกไม่ได้ช่วยเพราะมันสว่าง แต่เพราะคุณกำหนดได้ว่าแสงมาจากไหน ใหญ่แค่ไหน และสีอะไร เข้าใจสามเรื่องนี้แล้ว จะเปลี่ยนไฟกี่ดวงก็ไม่ต้องเริ่มใหม่ บางวันอาจแค่ย้ายโต๊ะไปข้างหน้าต่างก็พอ
อ่านต่อ
อ่านเรื่องชัตเตอร์กับไฟบ้าน 50Hz แบบเต็มได้ที่ เฟรมเรต 24, 30, 60fps ต่างกันยังไง ถ่ายวิดีโอใช้แบบไหนดี ดูการตั้งค่ากล้องสำหรับถ่ายวิดีโอแบบทีละขั้นได้ใน ตั้งค่า Lumix S9 สำหรับถ่ายวิดีโอ และถ้าอัดเสียงในห้องเดียวกันด้วย ลองอ่าน เสียงก้อง ตอนอัดเสียงในห้อง แก้ยังไงด้วยของที่มีในบ้าน ส่วนรายละเอียดเชิงเทคนิคของ TLCI ดูได้จากเอกสาร EBU Tech 3355 และเรื่องแสงอ่อนลงตามระยะดูได้ที่ Inverse-square law บน Wikipedia
บทความนี้เรียบเรียงโดยทีม CreatorSchoolThailand โดยใช้ AI ช่วยค้นคว้าและเรียบเรียง
