
เดินจากข้างนอกเข้ามาถ่ายในร้านกาแฟที่เปิดไฟเหลือง กล้องยังตั้ง White Balance ค้างไว้ที่แดด ภาพหลังกล้องเลยส้มไปทั้งร้าน แต่ก็ไม่ได้แก้อะไร เพราะคิดว่า ถ่าย RAW อยู่แล้ว เดี๋ยวกลับไปแก้ในคอมก็ได้
ความเชื่อนี้มีส่วนที่ถูกจริง บทความนี้จะเล่าส่วนนั้นให้ครบก่อน แล้วค่อยมาดูอีกสี่เรื่องที่ความเชื่อนี้ไม่ได้พูดถึง คือภาพหลังกล้องกับฮิสโตแกรม งานที่ถ่ายเยอะ ไฟหลายสีในฉากเดียว และวิดีโอ อ่านจบแล้วน่าจะพอตัดสินใจได้เองว่างานแบบไหนปล่อยไว้ได้ แบบไหนควรตั้งตั้งแต่หน้างาน
ขอบอกขอบเขตไว้ก่อน เราคุยกันเรื่องกล้องที่บันทึกไฟล์ RAW ได้ ทั้งภาพนิ่งและวิดีโอ ไม่รวมงานที่ตั้งใจให้สีเพี้ยนเพื่ออารมณ์
ทำไมคนถึงบอกว่า ถ่าย RAW แล้วไม่ต้องสน White Balance
White Balance หรือ WB คือการบอกกล้องว่าสีขาวในแสงตอนนั้นหน้าตาเป็นแบบไหน กล้องจะได้ชดเชยให้สีทั้งภาพดูเป็นธรรมชาติ ไม่ส้มไปหรือฟ้าไป
ไฟล์ RAW คือข้อมูลที่เซนเซอร์เก็บมา ก่อนกล้องจะแปลงเป็นภาพสำเร็จ ลองนึกถึงวัตถุดิบกับอาหารที่ปรุงเสร็จ JPEG คืออาหารที่ใส่เครื่องปรุงรวมถึง WB ลงไปแล้ว ส่วน RAW ยังเป็นวัตถุดิบ ค่า WB เป็นแค่โน้ตแปะข้างหม้อว่าคนถ่ายอยากให้ปรุงประมาณไหน
เอกสาร Understanding Digital Raw Capture ที่ Adobe เผยแพร่ อธิบายว่าเวลาถ่าย RAW ค่าบนกล้องที่มีผลกับข้อมูลภาพจริงคือ ISO ความเร็วชัตเตอร์ และรูรับแสง ส่วนค่า WB ไม่มีผลกับข้อมูลภาพเลย กล้องแค่บันทึกไว้เป็นข้อมูลกำกับในไฟล์ เอกสารนี้ออกมาตั้งแต่ปี 2004 กล้องรุ่นหลังมีบางค่าที่แตะข้อมูล RAW ได้ด้วย อย่างการลดนอยส์ตอนเปิดชัตเตอร์นาน หรือการครอปในกล้อง ตามที่ Photography Life รวบรวมไว้ แต่ WB ยังอยู่ฝั่งที่ไม่แตะข้อมูลภาพเหมือนเดิม

ใน Lightroom Classic ตัวเลือก As Shot คือใช้ค่า WB ที่กล้องบันทึกไว้ และค่าสำเร็จรูปอย่างแดดหรือหลอดไฟมีให้เลือกเฉพาะไฟล์ RAW กับ DNG ส่วน Cambridge in Colour ก็สรุปว่าไฟล์ RAW เป็นทางที่ดีที่สุดเรื่อง WB เพราะตั้งใหม่หลังถ่ายได้และปรับได้กว้างกว่า
ส่วนนี้จริง ภาพไหนตั้ง WB พลาดไป แต่ถ่ายไฟล์ RAW ไว้ ลองแก้ในโปรแกรมได้เลย ไม่ต้องกลัวว่าไฟล์จะเสีย
แต่ความเชื่อนี้พูดถึงแค่ปลายทาง คือตอนนั่งแก้ในคอม มันไม่ได้พูดถึงตอนที่เรายืนถ่ายอยู่หน้างาน และไม่ได้พูดถึงงานที่ไม่ได้ออกมาเป็นไฟล์ RAW
ถ่าย RAW แล้ว ภาพหลังกล้องก็ยังเป็นภาพที่ใส่ WB
ไฟล์ RAW เปิดดูตรง ๆ ไม่ได้ กล้องจึงทำภาพ JPEG ตัวอย่างฝังไว้ในไฟล์ด้วย ภาพนี้ผ่านการปรุงของกล้องมาแล้ว FastRawViewer โปรแกรมดูไฟล์ RAW ของทีม LibRaw อธิบายว่าเวลาถ่าย RAW กล้องจะฝัง JPEG ไว้ในไฟล์ แล้วใช้ JPEG ตัวนี้ทั้งตอนแสดงภาพและตอนทำฮิสโตแกรม ส่วนเว็บ Lightroom Queen ที่ทำคู่มือ Lightroom ก็อธิบายว่าภาพแรกที่เห็นตอนนำไฟล์เข้า Lightroom คือ JPEG ตัวอย่างที่กล้องฝังไว้ ซึ่งใช้การประมวลผลของผู้ผลิตกล้องเอง
แปลว่าตอนเปิดดูภาพบนจอหลังกล้อง ภาพที่เราใช้ตัดสินแสงและสี คือภาพที่ใส่ WB ตอนถ่ายไปแล้ว ไม่ใช่ข้อมูล RAW ตัวจริง ภาพสดบนจอหรือในช่องมองภาพตอนเล็งก็ผ่านค่า WB ที่ตั้งไว้เหมือนกัน Photography Life สรุปไว้ว่า WB ไม่แตะข้อมูล RAW แต่เปลี่ยนหน้าตาภาพที่เห็นบนจอกล้อง
ลองนึกถึงงานถ่ายสินค้าใต้ไฟเหลือง ภาพหลังกล้องส้มจนดูไม่ออกว่าผ้าสีครีมหรือสีเหลือง ฉากหลังเข้ากับสินค้าไหม ต่อให้กลับบ้านแก้สีได้ แต่ช็อตที่ควรถ่ายซ้ำตอนยังอยู่หน้างาน ก็ไม่ได้ถ่ายไปแล้ว

ถ้าหน้างานต้องใช้ตาตัดสินเรื่องสี ลองตั้ง WB ให้ใกล้แสงจริงไว้ก่อน จอหลังกล้องจะได้ช่วยเราได้จริง
ฮิสโตแกรมกับไฟเตือนแสงเกิน ก็อ่านจากภาพเดียวกัน

ฮิสโตแกรมคือกราฟบนจอที่บอกว่าภาพมีส่วนมืดส่วนสว่างมากน้อยแค่ไหน หลายคนใช้คู่กับไฟกะพริบเตือนแสงเกิน ยิ่งตอนถ่าย RAW ก็ยิ่งดูกันมาก เพราะอยากเก็บส่วนสว่างไว้ให้มากที่สุด
กราฟนี้ก็มาจากภาพ JPEG ตัวอย่างเหมือนกัน RawDigger โปรแกรมอ่านข้อมูล RAW ของทีม LibRaw อธิบายไว้ว่าฮิสโตแกรมและไฟเตือนแสงเกินบนกล้องคิดจากภาพ JPEG ตัวอย่าง ซึ่งผ่านการปรับ WB และเส้นโค้งโทนมาแล้ว ส่วนข้อมูล RAW ขึ้นกับแค่การรับแสงกับ ISO ฮิสโตแกรมบนกล้องส่วนใหญ่จึงไม่ได้บอกข้อมูลจริงในไฟล์ RAW ตรง ๆ
ในการทดสอบของ RawDigger กับกล้อง Canon EOS 5D Mark II มีทั้งกรณีที่กล้องเตือนว่าแสงเกิน แต่ข้อมูล RAW ยังไม่เต็ม และกรณีกลับกัน ถ่ายฉากหลังสีแดงแล้วทั้งไฟเตือนและฮิสโตแกรมไม่บอกอะไรเลย ทั้งที่ช่องสีแดงในไฟล์ RAW เต็มไปแล้วราว 60,000 พิกเซล
คู่มือออนไลน์ของ Nikon Z50 เขียนว่าฮิสโตแกรมบนกล้องเป็นแค่ตัวช่วยคร่าว ๆ และอาจไม่ตรงกับที่เห็นในโปรแกรมแต่งภาพ ส่วนหน้าช่วยเหลือของ Canon สำหรับ EOS 80D อธิบายว่าฮิสโตแกรมแบบ RGB ใช้ดูได้ว่า WB เอียงไปทางไหน และในการทดสอบของ FastRawViewer ข้อมูล RAW ชุดเดียวกันที่เปลี่ยนแค่ WB ได้ฮิสโตแกรมบนกล้องที่ต่างกันไปเลย
CREATOR SCHOOL THAILAND · RETHINK
ไฟล์ RAW หนึ่งไฟล์ มีอะไรอยู่ข้างใน
ตอนถ่าย RAW ค่าหลักที่เปลี่ยนข้อมูลภาพจริงคือ ISO ความเร็วชัตเตอร์ และรูรับแสง ส่วน WB ไม่แตะเลย
ส่วนที่ 1
ข้อมูลจากเซนเซอร์
ขึ้นกับการรับแสงกับ ISO
WB ไม่แตะส่วนนี้เลย
ส่วนที่ 2
ค่า WB ตอนถ่าย
เป็นแค่ป้ายกำกับในไฟล์ โปรแกรมอย่าง Lightroom ใช้เป็นจุดเริ่มที่ชื่อ As Shot
เปลี่ยนทีหลังได้ ไม่เสียคุณภาพ
ส่วนที่ 3
ภาพ JPEG ตัวอย่าง
กล้องปรุงด้วย WB เส้นโค้งโทน และค่าที่ตั้งไว้แล้ว
จอหลังกล้อง ฮิสโตแกรม และไฟเตือนแสงเกินดูจากส่วนนี้
สรุปจากเอกสาร Understanding Digital Raw Capture ของ Adobe คู่มือ Lightroom Classic และบทความ Beware the Histogram ของ RawDigger ฮิสโตแกรมบนกล้องส่วนใหญ่จึงอาจเตือนแสงเกินทั้งที่ข้อมูล RAW ยังไม่เต็ม หรือไม่เตือนทั้งที่เต็มแล้ว
ถ้าดูฮิสโตแกรมเพื่อเก็บส่วนสว่าง ลองเปิดแบบ RGB ที่แยกสีดูด้วย และเผื่อใจไว้ว่ากราฟอาจเตือนเร็วหรือช้ากว่าข้อมูลจริง
งานที่ถ่ายเป็นร้อยภาพ แก้ทีหลังได้ แต่ต้องใช้เวลา
แก้ทีหลังได้ไม่เสียคุณภาพ ไม่ได้แปลว่าแก้ทีหลังได้ฟรี Cambridge in Colour เขียนไว้ตรง ๆ ในบทความเรื่องไฟล์ RAW ว่าไฟล์แบบนี้ใช้เวลามากกว่า เพราะอาจต้องปรับทีละขั้นเอง ถึงโปรแกรมดี ๆ จะช่วยทำเป็นชุดได้ก็ตาม
ลองนึกถึงงานแต่งที่ถ่ายมาหลายร้อยภาพ ย้ายจากโบสถ์ไปสวน แล้วเข้าห้องจัดเลี้ยงไฟเหลือง ถ้าปล่อย WB เป็นอัตโนมัติ กล้องจะเดาใหม่ทุกภาพ Cambridge in Colour อธิบายว่า WB อัตโนมัติใช้วิธีเดาที่ดีที่สุดภายในช่วงที่จำกัด ภาพที่ถ่ายใต้ไฟเดียวกันจึงอาจได้ค่าไม่เท่ากัน เวลาเลื่อนดูทั้งชุด สีผิวคนก็อาจกระโดดไปมา
Lightroom Classic ช่วยได้ด้วยการก๊อปค่าที่แก้แล้วจากภาพหนึ่ง ไปวางให้หลายภาพพร้อมกัน วิธีนี้ได้ผลดีที่สุดเมื่อภาพกลุ่มนั้นถ่ายใต้แสงเดียวกัน ไฟล์ RAW ที่ปล่อย Auto ไว้ก็ก๊อปค่า WB ไปวางทั้งกลุ่มได้เหมือนกัน แต่เราต้องไล่ดูเองว่าภาพไหนอยู่ใต้แสงไหน และระหว่างคัดภาพ ภาพตัวอย่างจะสีไม่เสมอกัน ถ้าเราล็อก WB ตามแสงตั้งแต่หน้างาน เช่น ตั้งเคลวินเอง หรือวัดค่าจากการ์ดเทา ภาพทุกภาพในห้องเดียวกันจะเริ่มจากจุดเดียวกัน แก้ภาพเดียวแล้ววางให้ทั้งกลุ่มได้เลย

งานไหนถ่ายเยอะ ลองล็อก WB ตามแสงของแต่ละห้องดู แล้วถ่ายกระดาษขาวหรือการ์ดเทาไว้หนึ่งภาพทุกครั้งที่ย้ายไปแสงใหม่
ไฟหลายสีในฉากเดียว แถบเลื่อนเดียวแก้ไม่ได้ทั้งภาพ
แถบ Temp ที่ปรับภาพให้อุ่นหรือเย็น กับ Tint ที่ปรับไปทางเขียวหรือม่วงแดง ทำงานกับทั้งภาพพร้อมกัน ถ้าฉากมีแสงสีเดียว เลื่อนครั้งเดียวก็จบ
แต่ลองนึกถึงห้องที่มีแสงฟ้าจากหน้าต่างด้านหนึ่ง กับโคมไฟเหลืองอีกด้านหนึ่ง แก้ให้หน้าคนฝั่งหน้าต่างดูปกติ ฝั่งโคมไฟก็ยิ่งส้ม แก้ฝั่งโคมไฟ ฝั่งหน้าต่างก็กลายเป็นฟ้า
Cambridge in Colour อธิบายว่าแสงหลายแหล่งที่สีต่างกันทำให้ตั้ง WB ยากขึ้น บางสถานการณ์ไม่มีค่าที่ถูกจริง ๆ เลย ขึ้นกับว่าเราอยากให้สีตรงที่จุดไหนที่สุด และบอกว่าการตั้งตามแสงธรรมชาติมักให้ภาพที่ดูสมจริงกว่า

RAW ช่วยเรื่องนี้ได้ไม่หมด เพราะค่า WB ที่ใช้ตอนแปลงไฟล์ก็เป็นค่าเดียวต่อทั้งภาพเหมือนกัน ทางออกในโปรแกรมคือการปรับเฉพาะส่วน Lightroom Classic มี Temp กับ Tint ในเครื่องมือปรับเฉพาะส่วน และ Adobe เขียนไว้ว่าการใช้ Temp แบบไล่ระดับช่วยภาพที่ถ่ายในแสงผสมได้ แต่ต้องเลือกพื้นที่ทีละส่วน ทีละภาพ และรอยต่อระหว่างสองแสงบนหน้าคนหรือผนังก็มักไม่ได้เป็นเส้นชัด ๆ
สิ่งที่ทำได้ตั้งแต่หน้างานจึงคุ้มกว่า เลือกก่อนว่าแสงไหนคือแสงหลักที่ตกบนหน้าคนหรือสินค้า แล้วตั้ง WB ตามแสงนั้น ถ้าทำได้ ลองปิดไฟดวงที่สีต่างออกไป หรือขยับตัวแบบให้อยู่ในแสงเดียว
ฉากไหนมีไฟสองสี ลองตัดสินใจตั้งแต่ตอนถ่ายว่าจะให้แสงไหนเป็นสีขาว
วิดีโอส่วนใหญ่ไม่ใช่ RAW และ WB ถูกฝังลงไฟล์ไปแล้ว
คนที่ถ่ายภาพนิ่งเป็น RAW จนชิน มักกดเปลี่ยนเป็นโหมดวิดีโอโดยไม่ได้ตั้ง WB ใหม่ แต่วิดีโอที่คนทำคอนเทนต์อัดกันเป็นประจำ ส่วนใหญ่เป็นไฟล์วิดีโอทั่วไปอย่าง H.264 หรือ H.265 รวมถึงไฟล์ที่ใช้โปรไฟล์ Log ซึ่งไม่ใช่ RAW
เอกสาร ProRes RAW ของ Apple อธิบายว่าในวิดีโอทั่วไป กล้องประมวลผลภาพเสร็จตั้งแต่ตอนถ่าย ผลลัพธ์ถูกฝังลงไฟล์ไปแล้ว AbelCine บริษัทให้เช่าและสอนใช้กล้องภาพยนตร์ ก็เขียนไว้ในบทความเรื่องตั้ง WB ตอนถ่าย S-Log ว่าค่า WB ถูกฝังลงในภาพที่บันทึก เหมือนการถ่ายวิดีโอแบบปกติ ส่วน Canon เขียนในบทความเรื่อง Cinema RAW Light ว่าไฟล์ Log ก็มีเส้นโค้งแกมมาและค่าการประมวลผลฝังมาตั้งแต่ตอนถ่ายเช่นกัน ต่างจากไฟล์ RAW ที่ปรับความสว่าง WB และความคมชัดได้ทีหลัง
แก้สีวิดีโอทีหลังได้ไหม ได้ แต่เป็นการแก้บนภาพที่ปรุงเสร็จแล้ว คล้ายการแก้ JPEG ไม่ใช่การบอกกล้องใหม่ว่าสีขาวคืออะไร บทความในเว็บ XDCAM-USER ทดลองให้เห็นว่าไฟล์ S-Log3 ที่ตั้ง WB ผิด แก้กลับได้ค่อนข้างดีถ้าใช้โปรแกรมเกรดสีที่มีเครื่องมือสำหรับ Log และตั้งการจัดการสีให้ถูก ส่วนไฟล์ 8 บิต แต่ละช่องสีมีแค่ 256 ระดับ เทียบกับ 1,024 ระดับของไฟล์ 10 บิต พอต้องดึงสีกลับไกล ๆ จึงมีโอกาสเห็นรอยขั้นของสีมากกว่า Adam Wilt ทดสอบ V-Log L ของ Panasonic GH4 แล้วพบว่าในการเกรดปกติความต่างนี้เล็กมาก แต่จะเห็นชัดขึ้นเมื่อแก้สีแรงขึ้น

กล้องที่อัดวิดีโอ RAW ได้ก็มี อย่าง Blackmagic RAW ที่บริษัทบอกว่าเก็บภาพต้นฉบับไว้โดยไม่แตะ จึงเปลี่ยนค่าอุณหภูมิสีทีหลังได้ แต่ไฟล์ RAW วิดีโอใหญ่มาก Canon ยกตัวอย่างว่า EOS R5 รุ่นแรกอัด RAW 8K/25p ที่ 2.6 Gbps คิดเป็นราว 325 เมกะไบต์ทุกวินาที งานคอนเทนต์ประจำวันจึงมักกลับมาใช้ไฟล์วิดีโอทั่วไปที่เล็กกว่ามาก
CREATOR SCHOOL THAILAND · RETHINK
WB ตอนถ่าย สำคัญแค่ไหนในงานแต่ละแบบ
เรียงจากงานที่ปล่อยไว้แก้ทีหลังได้ ไปจนถึงงานที่ควรตั้งให้ถูกตั้งแต่หน้างาน
ภาพนิ่ง RAW แสงสีเดียว
แก้ทีหลังได้สบาย
เลื่อน Temp กับ Tint ครั้งเดียวก็จบ
ต้องตัดสินสีหน้างาน
ตั้งให้ใกล้ไว้
จอหลังกล้องและฮิสโตแกรมใช้ WB ตอนถ่าย
งานถ่ายเยอะ
ล็อกค่าตามแสง
ภาพห้องเดียวกันเริ่มจากจุดเดียวกัน แก้ภาพเดียวแล้ววางทั้งกลุ่มได้
ไฟหลายสีในฉากเดียว
เลือกแสงหลักก่อน
ค่าเดียวแก้ไม่ได้ทั้งภาพ ต้องปรับเฉพาะส่วนทีละภาพ
วิดีโอที่ไม่ใช่ RAW
ตั้งให้ถูกก่อนอัด
H.264 H.265 และ Log ฝัง WB ลงไฟล์แล้ว
วิดีโอ RAW อย่าง Blackmagic RAW และ Cinema RAW Light ของ Canon เปลี่ยน WB ทีหลังได้ แต่ไฟล์ใหญ่มาก ส่วนการแก้สีไฟล์ Log ทีหลังทำได้ในระดับหนึ่งด้วยโปรแกรมเกรดสี และไฟล์ 8 บิตมีโอกาสเห็นรอยขั้นของสีมากกว่าเมื่อต้องแก้สีแรง
ก่อนกดอัดวิดีโอ ลองล็อก WB เป็นเคลวิน หรือวัดจากการ์ดเทาไว้ทุกครั้ง โดยเฉพาะถ้าใช้ Log ที่ต้องเกรดสีต่อ
ถ่าย RAW กับ White Balance ความเข้าใจผิดที่พบบ่อย
เรื่องแรก ตั้ง WB ผิดแล้วไฟล์ RAW เสียคุณภาพ ไม่จริง ค่า WB ไม่มีผลกับข้อมูลภาพในไฟล์ RAW และโปรแกรมอย่าง Lightroom แก้แบบไม่ทำลายไฟล์ต้นฉบับ จะเปลี่ยนกี่รอบก็ย้อนกลับได้
เรื่องที่สอง ตั้ง WB ไว้ที่ Auto ตลอดก็พอ ใต้แดดหรือแสงขาวสีเดียว Auto มักทำงานได้ดี แต่ Cambridge in Colour อธิบายว่า Auto เดาได้ในช่วงจำกัด ซึ่งมักเริ่มราว 3000 หรือ 4000 K ไปจนถึงราว 7000 K ใต้หลอดไฟสีส้มจัด ภาพจึงอาจยังติดส้มอยู่ ส่วนในแสงผสม Cambridge in Colour บอกว่า Auto มักทำให้ความต่างของสีแสงแต่ละแหล่งดูชัดขึ้น และจะเดาได้ดีกว่าเมื่อมีของสีขาวหรือสีกลาง ๆ อยู่ในภาพ
เรื่องที่สาม ถ่าย RAW คู่ JPEG แล้วปลอดภัยทั้งสองไฟล์ ฝั่ง RAW ปลอดภัยเรื่อง WB จริง แต่ฝั่ง JPEG ที่หลายคนใช้ส่งลูกค้าดูก่อนหรือโอนเข้ามือถือไปโพสต์ ใช้ WB ตอนถ่ายฝังลงไปแล้ว
ถ่าย RAW คืนนี้ แล้วลองดูว่า WB เปลี่ยนจอหลังกล้องแค่ไหน
หาห้องที่เปิดไฟเหลือง วางกระดาษ A4 สีขาวกับของสีแดงสด ๆ สักชิ้นไว้บนโต๊ะ ตั้งกล้องบนโต๊ะหรือขาตั้งให้นิ่ง ตั้งไฟล์เป็น RAW แล้วใช้โหมด M ล็อกรูรับแสง ความเร็วชัตเตอร์ และ ISO ให้ทุกภาพรับแสงเท่ากัน
ถ่ายสามภาพ ภาพแรกตั้ง WB เป็นแดด ภาพที่สองเป็นหลอดไฟ ภาพที่สามเป็น Auto ระหว่างถ่าย เปิดฮิสโตแกรมแบบ RGB ดูทุกภาพ จะเห็นว่ากราฟแต่ละสีขยับไปมา ทั้งที่ค่าแสงเท่าเดิม แปลว่ากราฟอ่านจากภาพที่ใส่ WB แล้ว

กลับมาเปิดทั้งสามภาพในโปรแกรมแต่งภาพ ตั้ง WB ให้เป็นค่าเดียวกันทุกภาพ หรือใช้หลอดหยดสีคลิกที่กระดาษขาวตรงที่ไม่สว่างจนขาวโพลน ภาพทั้งสามควรออกมาแทบเหมือนกัน เพราะข้อมูล RAW ไม่ได้เปลี่ยนตาม WB ที่ตั้งตอนถ่าย
ถ้าทำแล้วกราฟแทบไม่ขยับ ลองเช็คว่ากล้องเปิดฮิสโตแกรมแบบความสว่างอย่างเดียวอยู่หรือเปล่า แบบนั้นจะเห็นความต่างน้อยกว่าแบบ RGB
สิ่งที่อยากให้จำกลับไป
ถ่าย RAW แล้วแก้ WB ทีหลังได้โดยไม่เสียคุณภาพ ข้อนี้จริง แต่ค่า WB ตอนถ่ายยังมีผลอยู่หลายที่ ทั้งภาพหลังกล้อง ฮิสโตแกรม ไฟล์ JPEG ที่ถ่ายคู่ และวิดีโอที่ไม่ใช่ RAW และยังกินเวลาแก้ในงานที่ถ่ายเยอะหรือมีไฟหลายสี ภาพเดี่ยวแสงสีเดียว ปล่อยไว้แล้วแก้ทีหลังก็ได้ งานแบบอื่น ตั้งให้ใกล้ตั้งแต่หน้างานจะคุ้มกว่า
แล้วงานของเราล่ะ ตั้ง WB ไว้ที่ Auto ตลอด หรือมีงานแบบไหนที่เรายอมเสียเวลาล็อกค่าเองทุกครั้ง?
อ่านต่อ
พื้นฐานเรื่องเคลวินและการวัดจากการ์ดเทา ลองเริ่มจาก White Balance คืออะไร ทำไมหน้าคนในภาพออกส้มหรือฟ้า แก้ยังไง เรื่อง RAW กับ JPEG อ่านต่อที่ ไฟล์ RAW หรือ JPEG ถ่ายแบบไหนดี ส่วนคนถ่ายวิดีโอ ลองดู โปรไฟล์ Log คืออะไร ทำไมภาพออกมาเทา และควรใช้ตอนไหน และถ้าเพิ่งเริ่มจับกล้อง ลองดูบทเรียนคู่คลิป เริ่มถ่ายภาพ ตั้งแต่รู้จักกล้องจนลงมือถ่าย ส่วนต้นฉบับภาษาอังกฤษ ลองเปิด White Balance ของ Cambridge in Colour เอกสาร Understanding Digital Raw Capture ของ Adobe และบทความ Beware the Histogram ของ RawDigger
