หน้าแรก/บทความ/ชวนคิดใหม่ (Rethink)

ส่วนขาวโพลน ถ่าย RAW แล้วกู้กลับได้หมดจริงไหม ขีดจำกัดอยู่ตรงไหน

ส่วนขาวโพลน ถ่าย RAW แล้วกู้กลับได้หมดจริงไหม ขีดจำกัดอยู่ตรงไหน

ถ่ายเพื่อนนั่งริมหน้าต่าง หรือถ่ายวิวที่มีท้องฟ้าครึ่งภาพ เปิดดูหลังกล้องแล้วฟ้าขาวจั๊วะ แต่ไม่กังวล เพราะถ่าย RAW ไว้ เดี๋ยวกลับบ้านค่อยดึงแถบ Highlights ลง พอเปิดในโปรแกรมจริง บางภาพกลับมาสวย บางภาพฟ้ากลายเป็นสีเทาแบน ๆ หรือขอบเมฆมีสีชมพูแปลก ๆ โผล่มา ส่วนขาวโพลน บางจุดกู้ได้ บางจุดกู้ไม่ได้ เพราะอะไร

บทความนี้จะชวนดูว่า RAW เผื่อที่ให้ส่วนสว่างได้แค่ไหน ตรงไหนคือจุดที่ข้อมูลหายจริง ทำไมกู้แล้วสีถึงเพี้ยน และจะเช็คยังไงตั้งแต่ก่อนกดชัตเตอร์

ส่วนขาวโพลน เกิดขึ้นได้ยังไง

ลองนึกถึงแก้วน้ำวางเรียงกันเต็มโต๊ะ แต่ละใบคือจุดหนึ่งบนเซนเซอร์ แสงที่เข้ามาเหมือนน้ำที่รินลงไป ที่สว่างมากน้ำก็เยอะ ที่มืดน้ำก็น้อย ตราบใดที่น้ำยังไม่ล้น เราวัดได้ว่าแต่ละแก้วมีน้ำเท่าไร

แต่พอรินจนล้นขอบ แก้วนั้นจะบอกได้แค่ว่าเต็ม ไม่รู้ว่ารินมาเกินไปแค่นิดเดียว หรือเกินไปอีกเป็นขวด แก้วที่ล้นทุกใบหน้าตาเหมือนกันหมด นี่คือที่มาของคำว่า clipped หรือข้อมูลถูกตัดที่เพดาน

คู่มือ darktable โปรแกรมแปลงไฟล์ RAW แบบฟรี อธิบายไว้ตรง ๆ ว่า เมื่อพิกเซลถูกตัดที่เพดานแล้ว เราไม่สามารถรู้ความสว่างที่แท้จริงของพิกเซลนั้นได้อีก ภาพที่ออกมาจึงเป็นพื้นขาวเรียบ ไม่มีลายเมฆ ไม่มีเนื้อผ้า ไม่มีรูขุมขน

RAW เผื่อที่ให้ส่วนสว่างมากกว่า JPEG ตรงไหน

ข้อนี้เป็นความจริงครึ่งหนึ่งที่ทำให้หลายคนวางใจเกินไป ไฟล์ RAW เก็บข้อมูลจากเซนเซอร์แทบไม่ผ่านการปรุงแต่ง ส่วน JPEG ผ่านการปรับสี ปรับคอนทราสต์ และบีบอัดในกล้องมาแล้ว ส่วนสว่างที่อยู่ใกล้เพดานจึงมักถูกดันขึ้นไปเป็นสีขาวเต็มตั้งแต่ในกล้อง

อีกเรื่องคือความละเอียดของข้อมูล JPEG เก็บแบบ 8 บิต ลองคิดเลขเองง่าย ๆ เอาเลข 2 มาคูณกันซ้ำ 8 ครั้ง ได้ 256 ขั้นต่อช่องสี ส่วนกล้องอย่าง Nikon Z7II ให้เลือกบันทึก RAW แบบ 12 บิตหรือ 14 บิต คูณ 2 ซ้ำ 12 ครั้งและ 14 ครั้งแบบเดียวกัน ได้ 4,096 ขั้น และ 16,384 ขั้นต่อช่องสี ขั้นที่ละเอียดกว่าทำให้เราดึงส่วนสว่างลงได้ โดยลายเมฆหรือเนื้อผ้ายังไม่แตกเป็นแถบ

ก้อนเมฆสีขาวบนท้องฟ้าสีฟ้า
เมฆที่สว่างมากแต่ยังไม่ถึงเพดาน คือส่วนที่ไฟล์ RAW ดึงลายกลับมาได้ดี

แต่ขั้นที่ละเอียดขึ้นไม่ได้ทำให้แก้วใหญ่ขึ้น เพดานยังอยู่ที่เดิม มันแค่ทำให้เราอ่านระดับน้ำใต้ขอบแก้วได้ละเอียดกว่า ส่วนแก้วที่ล้นไปแล้วก็ยังล้นเหมือนเดิม

ถ้าเคยดึงไฮไลต์จาก RAW แล้วได้ผลดี ลองย้อนดูว่าภาพนั้นสว่างเกินแค่นิดเดียว หรือขาวเป็นพื้นใหญ่

เมื่อทุกช่องสีเต็ม ส่วนขาวโพลน ก็ไม่มีอะไรให้กู้

เซนเซอร์กล้องส่วนใหญ่แยกเก็บแสงเป็นสามช่องสี คือแดง เขียว และน้ำเงิน แต่ละช่องมีแก้วของตัวเอง และไม่จำเป็นต้องล้นพร้อมกัน

ถ้ายังมีบางช่องที่ไม่เต็ม โปรแกรมยังมีเบาะแสเหลือ คู่มือ darktable บอกว่าวิธีเริ่มต้นของโปรแกรมคือเดาสีของพิกเซลที่ถูกตัด จากค่าเฉลี่ยของพิกเซลข้าง ๆ ที่ยังไม่ถูกตัด เหมือนเดาระดับน้ำจากแก้วข้างเคียง

แต่ถ้าล้นครบทั้งสามช่อง ไม่มีเบาะแสเหลือเลย โหมดที่ช่วยพื้นที่ใหญ่ ๆ แบบนี้ คู่มือเขียนไว้เองว่าควรมองเป็นการพรางพื้นที่ที่ขาด ด้วยภาพที่ดูเข้าท่า ไม่ใช่การกู้ข้อมูลจริง ส่วนขาวโพลน ที่เต็มทุกช่องจึงเป็นข้อมูลที่หายไปแล้ว ดึงแถบลงเท่าไรก็ได้แค่สีเทาเรียบ

แสงแดดลอดเมฆดำ จุดที่สว่างที่สุดรอบดวงอาทิตย์เสี่ยงเป็น ส่วนขาวโพลน
ถ้าดวงอาทิตย์โผล่ในภาพ จุดนั้นมักเต็มทุกช่องสี ส่วนนี้ไม่มีข้อมูลให้กู้ และปล่อยไว้ก็ดูเป็นธรรมชาติ

CREATOR SCHOOL THAILAND · RETHINK

ส่วนสว่างสามระดับ กู้ได้ไม่เท่ากัน

เซนเซอร์เก็บแสงแยกเป็นช่องแดง เขียว น้ำเงิน แต่ละช่องเต็มไม่พร้อมกัน

ยังไม่มีช่องไหนเต็ม

สว่างมาก แต่อยู่ใต้เพดาน

ไฟล์ RAW ดึงลงได้ ลายเมฆ เนื้อผ้า ผิวหน้า กลับมาครบ สีตรงตามจริง

เต็มบางช่อง

เช่น ช่องเขียวเต็ม แดงกับน้ำเงินยังเหลือ

โปรแกรมยืมข้อมูลจากช่องที่เหลือมาเติม รายละเอียดกลับมาบางส่วน แต่สีอาจเพี้ยน เช่น ขอบสีชมพู

เต็มทุกช่อง

ส่วนขาวโพลนจริง

ไม่มีข้อมูลเหลือ โปรแกรมทำได้แค่พรางด้วยสีจากรอบ ๆ หรือปล่อยเป็นสีขาวเรียบ

ไฟล์ RAW ช่วยให้อ่านระดับใต้เพดานได้ละเอียดขึ้น แต่ไม่ได้ยกเพดานให้สูงขึ้น

สรุปจากคู่มือ highlight reconstruction ของ darktable ว่าพิกเซลที่ถูกตัดแล้วไม่รู้ความสว่างจริง พิกเซลที่เต็มบางช่องทำให้สีไม่สมจริงได้ และพื้นที่ที่เต็มทุกช่องทำได้แค่พราง

ทำไมกู้จากช่องสีที่เหลือแล้วสีเพี้ยน

ลองนึกภาพใบหน้าที่โดนแดดแรง สมมติว่าช่องเขียวเต็มไปแล้ว ส่วนแดงกับน้ำเงินยังพอมีข้อมูล โปรแกรมจะยืมรายละเอียดจากสองช่องที่เหลือมาเติม ลายผิวกลับมาได้บ้าง แต่สัดส่วนสีเดิมหายไปแล้ว สีที่ได้จึงเป็นสีที่โปรแกรมคำนวณขึ้นใหม่

คู่มือ darktable อธิบายว่าพิกเซลที่เต็มแค่บางช่องทำให้เกิดสีที่ไม่สมจริงได้ และพอตั้งสมดุลแสงขาว ช่องที่ยังไม่เต็มอาจถูกดันจนเกินเพดานตาม ส่วนสว่างที่ควรเป็นสีขาวจึงออกมาเป็นสีชมพู นี่คือที่มาของขอบเมฆหรือหน้าผากสีแปลก ๆ หลังดึงไฮไลต์แรง ๆ

คู่มือเดียวกันยังเตือนว่า วิธีเดาสีจากพิกเซลข้าง ๆ ใช้ได้ดีกับภาพส่วนใหญ่ แต่อาจพลาดตรงที่ส่วนสว่างไปติดกับพื้นที่สีอื่น เพราะโปรแกรมเดาจากสีรอบ ๆ ที่ไม่ใช่สีจริงของจุดนั้น รายละเอียดกลับมา ไม่ได้แปลว่าสีกลับมาด้วย

ถ้าดึงไฮไลต์แล้วเห็นสีชมพูหรือสีม่วงตามขอบส่วนสว่าง ลองลดแรงดึงลงก่อน แล้วยอมให้ส่วนนั้นเป็นสีขาวสะอาด จะดูเป็นธรรมชาติกว่า

ส่วนขาวโพลน แบบไหนปล่อยได้ แบบไหนต้องกัน

ไม่ใช่ทุกจุดขาวในภาพคือความผิดพลาด ดวงอาทิตย์ หลอดไฟ แสงสะท้อนบนน้ำหรือบนโลหะ ในชีวิตจริงก็สว่างจนตาเรามองไม่เห็นรายละเอียดอยู่แล้ว ปล่อยให้ขาวไปก็ดูเป็นธรรมชาติ

จุดที่ต้องระวังคือส่วนที่คนดูคาดว่าจะเห็นรายละเอียด เช่น ผิวหน้าคน ชุดเจ้าสาว ลายเมฆในฟ้า หิมะบนภูเขา หรือตัวหนังสือบนป้าย พวกนี้ถ้าขาวเป็นพื้นเรียบ คนดูจะรู้สึกทันทีว่าภาพสว่างเกิน

ภูเขาที่มีหิมะปกคลุมใต้ท้องฟ้าสีฟ้า
หิมะเป็นส่วนสว่างที่คนดูอยากเห็นลาย ถ้าปล่อยให้เต็มทุกช่อง ภูเขาจะเหลือแค่พื้นขาวแบน

เช็คก่อนกดชัตเตอร์ด้วย Zebra และฮิสโตแกรม

ทางที่ดีกว่าการกู้ คือไม่ปล่อยให้ส่วนสำคัญเต็มตั้งแต่แรก กล้องมีตัวช่วยอยู่สามอย่าง

ตัวแรกคือ Zebra หรือลายทางม้าลายที่ขึ้นทับบริเวณที่สว่างถึงระดับที่เราตั้ง คู่มือของ Sony FX30 บอกว่าตั้งระดับได้ตั้งแต่ 70 ถึง 100 และ 100+ รุ่นอื่นอาจมีตัวเลือกต่างไปบ้าง ถ้าใช้เพื่อกันส่วนสว่างเกิน ให้ตั้งเป็นค่าต่ำสุดที่อยากให้เตือน ลายจะขึ้นบนทุกจุดที่สว่างเท่ากับหรือมากกว่าค่านั้น

ตัวที่สองคือไฟกะพริบเตือนส่วนสว่างตอนเปิดดูภาพ ตัวที่สามคือฮิสโตแกรม กราฟที่บอกว่าภาพมีส่วนมืดและส่วนสว่างมากแค่ไหน ถ้ากราฟชนขอบขวาเป็นแท่งสูง แปลว่ามีพื้นที่ขาวเต็มอยู่ไม่น้อย

มีเรื่องหนึ่งที่ควรรู้ ตัวช่วยพวกนี้คำนวณจากภาพตัวอย่างแบบ JPEG ที่กล้องสร้างขึ้น ไม่ใช่จากไฟล์ RAW โดยตรง บทความของ Jim Kasson บน Lensrentals บอกว่าทั้งฮิสโตแกรมและ Zebra มักเตือนเร็วกว่า RAW จะเต็มจริง Datacolor ก็สรุปทำนองเดียวกันว่า ถ้าจอกล้องบอกว่าเต็มนิดหน่อย ในไฟล์ RAW มักยังไม่เต็ม หรือเต็มแค่นิดเดียว

ช่องว่างนี้คือที่เผื่อที่ RAW ให้เรา แต่เราไม่รู้ว่ากล้องของเราเผื่อไว้กี่สต็อป จนกว่าจะลองเอง

CREATOR SCHOOL THAILAND · RETHINK

เช็คส่วนสว่างก่อนกดชัตเตอร์

กันไม่ให้ส่วนสำคัญเต็ม ดีกว่าไปลุ้นกู้ทีหลัง

1

เปิด Zebra

ลายขึ้นบนจุดที่สว่างเท่ากับหรือมากกว่าระดับที่ตั้งไว้ ดูว่าลายไปอยู่บนผิวหน้า ฟ้า หรือชุดสีขาวหรือเปล่า

2

ดูฮิสโตแกรม

กราฟชนขอบขวาเป็นแท่งสูง แปลว่ามีพื้นที่ขาวเต็มอยู่ไม่น้อย

3

ถ่ายแล้วเปิดไฟเตือนตอนดูภาพ

จุดที่กะพริบคือจุดที่ภาพตัวอย่างขาวเต็ม แยกว่าเป็นดวงอาทิตย์หรือหลอดไฟที่ปล่อยได้ หรือเป็นส่วนที่คนดูอยากเห็นลาย

4

รู้ที่เผื่อของกล้องเรา

ตัวเตือนพวกนี้คำนวณจากภาพตัวอย่าง JPEG มักเตือนก่อนไฟล์ RAW เต็มจริง ลองถ่ายไล่ค่าแสงแล้วดึงกลับเอง จะรู้ว่าเชื่อตัวเตือนได้แค่ไหน

ข้อมูล Zebra จากคู่มือกล้อง Sony เรื่องตัวเตือนคำนวณจากภาพตัวอย่าง JPEG จากบทความของ Jim Kasson บน Lensrentals และ Datacolor

ความเข้าใจผิดเรื่อง ส่วนขาวโพลน ที่พบบ่อย

เรื่องแรก ถ่าย RAW แล้วไม่ต้องสนใจค่าแสง RAW แค่ให้ที่เผื่อเพิ่มอีกหน่อย ถ้าเกินที่เผื่อไปแล้วก็จบเหมือน JPEG

เรื่องที่สอง ดึงแถบ Highlights ลงจนสุดแล้วฟ้าเป็นสีเทา แปลว่ากู้ได้ จริง ๆ แล้วถ้าไม่มีลายเมฆกลับมาเลย นั่นคือโปรแกรมแค่ทำพื้นขาวให้หม่นลง ไม่ได้ข้อมูลอะไรคืนมา

เรื่องที่สาม จอหลังกล้องไม่เตือน แปลว่าปลอดภัยแน่นอน ถ้าตั้ง Zebra ไว้สูงมาก หรือปิดไฟเตือนไว้ ส่วนสว่างก็อาจเต็มโดยไม่มีอะไรบอก ลองเช็คการตั้งค่าดูก่อน

คืนนี้มาลองหาขีดจำกัด ส่วนขาวโพลน ของกล้องเรา

หาฉากที่มีทั้งส่วนมืดและส่วนสว่างจัด เช่น หน้าต่างตอนกลางวันจากในห้อง หรือโคมไฟที่มีผ้าคลุม ตั้งกล้องถ่าย RAW วางบนขาตั้งหรือวางนิ่ง ๆ บนโต๊ะ

ถ่ายภาพแรกที่ค่าแสงที่กล้องแนะนำ แล้วชดเชยแสงเพิ่มทีละหนึ่งสต็อป ถ่ายต่ออีกสามถึงสี่ภาพ จดไว้ด้วยว่าภาพไหนที่ Zebra หรือไฟเตือนเริ่มขึ้น

เปิดทุกภาพในโปรแกรม ดึงความสว่างลงให้เท่ากับภาพแรก แล้วดูว่าลายผ้าม่านหรือขอบหน้าต่างหายไปตั้งแต่ภาพไหน และสีเริ่มเพี้ยนตั้งแต่ภาพไหน ภาพสุดท้ายที่ยังดูดีคือที่เผื่อจริงของกล้องเรา

ถ้าทำแล้วยังแยกไม่ออกว่าภาพไหนเริ่มเสีย ลองเปิดไฟเตือนส่วนสว่างในโปรแกรมแต่งภาพ แล้วเทียบพื้นที่ที่ขึ้นเตือนในแต่ละภาพดู

สิ่งที่อยากให้จำกลับไป

ไฟล์ RAW เผื่อที่ให้ส่วนสว่างมากกว่า JPEG จริง แต่ไม่ได้ไม่มีเพดาน ถ้ายังมีบางช่องสีไม่เต็ม โปรแกรมยังกู้รายละเอียดได้ แลกกับสีที่อาจเพี้ยน ถ้าเต็มครบทุกช่อง ข้อมูลหายไปแล้ว โปรแกรมทำได้แค่พราง ทางที่ดีที่สุดคือเช็คด้วย Zebra และฮิสโตแกรมก่อนกด และรู้ว่ากล้องของเราเผื่อไว้แค่ไหน

ภาพที่ถ่ายมาล่าสุด จุดที่ขาวอยู่ในภาพ เป็นส่วนที่ปล่อยได้ หรือเป็นส่วนที่คนดูอยากเห็นรายละเอียด?

อ่านต่อ

อยากอ่านฮิสโตแกรมและตั้ง Zebra ให้คล่อง ดูต่อที่ ฮิสโตแกรม อ่านยังไง ใช้คู่กับ Zebra ให้ภาพสว่างพอดี ไม่ขาวโพลน ถ้ายังลังเลว่าควรถ่ายไฟล์แบบไหน อ่านต่อที่ ไฟล์ RAW หรือ JPEG ถ่ายแบบไหนดี และถ้าถ่ายคนย้อนแสงบ่อย ลองอ่าน วัดแสงแต่ละโหมดต่างกันยังไง ใครอยากเห็นวิธีที่โปรแกรมเดาส่วนสว่างที่หายไปแบบละเอียด ลองเปิด คู่มือ highlight reconstruction ของ darktable

โยชูวา สมารมย์CreatorSchoolThailand

Yochuwa is the founder and editor-in-chief of CreatorSchoolThailand, a Thai media and education brand built for people who make media. His YouTube channel has grown past 145,000 subscribers and earned YouTube's Silver Creator Award, making it a go-to source for photography, filmmaking and content strategy in Thailand.

His approach is to teach the thinking behind the craft: how light, sound, story and platforms really work, so creators can make better decisions with whatever gear they own. Yochuwa has partnered with leading imaging brands including SIGMA Thailand and NiSi, runs the camera store Snapshot, and brings a background in web development to building CreatorSchoolThailand into a modern publisher for Thailand's creator economy.

บทความล่าสุด