
ลองนึกภาพตามดู เราเลื่อนฟีดเจอภาพถนนตอนเย็น สีส้มอมเขียวหม่น ๆ ดูเหมือนภาพฟิล์มเก่า ใต้ภาพมีคนถามแทบทุกครั้งว่าใช้กล้องอะไร แต่งสีแบบไหน แล้วคำตอบก็มักเป็นชื่อกล้องฟูจิสักรุ่น ตามด้วยชื่อโหมดสีอย่าง Classic Chrome หรือชื่อสูตรที่ใครสักคนตั้งไว้ ไม่มีโปรแกรมแต่งภาพเลยสักตัว ทั้งหมดคือโทนสีในกล้องฟูจิที่ออกมาจากกล้องตรง ๆ
ทั้งที่กล้องทุกค่ายมีโหมดปรับโทนสีในตัวมาเป็นสิบปี แต่เวลาคนพูดถึงโทนสีในกล้องจนกลายเป็นเหตุผลให้ซื้อ ชื่อที่โผล่มาก่อนเกือบทุกครั้งคือ Film Simulation ของ FUJIFILM บทความนี้ไม่ได้จะสอนเลือกโหมด แต่จะพาไปดูว่าทำไมเรื่องนี้ถึงเกิดกับฟูจิ ทั้งจากประวัติบริษัท คำอธิบายของฟูจิเอง กระแสสูตรสีบนโซเชียล และฝั่งค่ายอื่นที่ก็มีของคล้ายกัน

ฟูจิไม่ได้เริ่มจากกล้อง แต่เริ่มจากฟิล์ม
จุดเริ่มที่หลายคนลืมไปคือ FUJIFILM เป็นบริษัทผลิตฟิล์มมาตั้งแต่ก่อตั้งในปี 1934 หน้าเว็บ Film Simulation ของฟูจิเองเขียนไว้ว่าโหมดนี้เปิดตัวในปี 2004 โดยใช้ความรู้ราว 70 ปีจากการทำฟิล์มมาตั้งแต่วันก่อตั้ง และเรียกมันว่าเป็นส่วนหนึ่งของแนวคิดเรื่องสีที่บริษัทยึดมาตั้งแต่แรก
แปลว่าตอนที่ค่ายอื่นต้องคิดชื่อโหมดสีขึ้นมาใหม่ ฟูจิมีของเดิมอยู่ในมือแล้ว คือชื่อฟิล์มที่ช่างภาพรุ่นก่อนใช้กันจริงในงานจริง สิ่งที่บริษัทต้องทำคือแปลรสนิยมของฟิล์มเหล่านั้นให้กลายเป็นการประมวลผลในกล้องดิจิทัล
ค่ายอื่นต้องอธิบายว่าโหมดสีของตัวเองหน้าตาเป็นยังไง แต่ฟูจิแค่เอ่ยชื่อ ช่างภาพที่เคยใช้ฟิล์มก็นึกภาพออกทันที
ชื่อโหมดมาจากฟิล์มจริงแค่ไหน
เรื่องนี้เถียงกันบ่อย เลยลองเช็คจากหน้าอธิบายของฟูจิเองดู PROVIA, Velvia และ ASTIA มาจากฟิล์มสไลด์ตระกูล FUJICHROME ของจริง PROVIA ให้สีค่อนข้างกลาง ใช้ได้กับทุกอย่าง Velvia สีจัดคอนทราสต์สูงกว่า เป็นที่รักของช่างภาพวิว ส่วน ASTIA เดิมเป็นฟิล์มสไลด์สายแฟชั่นพอร์ตเทรต เน้นสีผิวนุ่ม
ฝั่งฟิล์มเนกาทีฟก็มีที่มาจริงเหมือนกัน PRO Neg. Hi กับ PRO Neg. Std อ้างอิงฟิล์ม PRO160NH และ PRO160NS ส่วน Classic Neg. ฟูจิบอกว่าอ้างอิง SUPERIA ฟิล์มสีที่คนทั่วไปเคยซื้อใช้ ETERNA มาจากฟิล์มภาพยนตร์ ACROS มาจากฟิล์มขาวดำ และในหน้า X100VI ฟูจิบอกว่าโหมดที่ 20 อย่าง REALA ACE ก็ตั้งต้นจากฟิล์ม REALA
แต่ก็ต้องพูดให้ครบ ไม่ใช่ทุกชื่อจะเป็นฟิล์มที่มีขายจริง Classic Chrome ไม่ใช่ชื่อฟิล์มของฟูจิ ฟูจิอธิบายว่ามันตั้งใจให้ได้อารมณ์ภาพสารคดีในนิตยสารยุคศตวรรษที่ 20 สีไม่สด เงาแข็ง ส่วน Monochrome กับ Sepia ก็เป็นโหมดทั่วไป ไม่ได้ผูกกับฟิล์มรุ่นไหน

อีกเรื่องที่น่าสนใจคือฟูจิไม่ได้ก๊อปค่าเดิมไปใส่ทุกกล้อง ในบทความ GFX Technologies ทีมวิศวกรเล่าว่า PROVIA กับ ASTIA บนกล้อง GFX ถูกออกแบบใหม่ให้เงานุ่มกว่าบนกล้อง X Series เพราะงานสตูดิโอมีเดียมฟอร์แมตต้องการแสงที่ไล่ละเอียดกว่า ทดสอบซ้ำทั้งบนจอและบนงานพิมพ์ แต่ไม่ยอมแตะเงาของ Velvia กับ Classic Chrome เพราะจะทำให้เสียตัวตนของโหมดนั้น
ค่ายอื่นก็มีโทนสีในกล้อง ไม่ได้ด้อยกว่า
ถ้าคิดว่าฟูจิเป็นเจ้าเดียวที่ทำเรื่องนี้ ก็ไม่จริง Canon มี Picture Style มาตั้งแต่ยุค EOS 5D แคนนอนอธิบายว่ามันไม่ใช่แค่ปรับคอนทราสต์หรือความอิ่มสีทั้งภาพ แต่จูนสีทีละสี และมี Picture Style Editor ให้คนสร้างไฟล์สไตล์ของตัวเองได้ด้วย
Nikon มี Picture Control มานาน และช่วงหลังเพิ่ม Flexible Picture Control กับหมวด Imaging Recipes ใน Nikon Imaging Cloud ให้โหลดพรีเซ็ตที่ช่างภาพสร้างไว้ลงกล้องอย่าง Z6III ได้ฟรี Sony มี Creative Look ที่มีลุคอย่าง FL ให้อารมณ์ฟิล์ม IN ให้ผิวแมตต์ และเก็บค่าเองได้หกช่อง Panasonic มี Real Time LUT ที่ใช้คู่แอป LUMIX Lab โหลด LUT ลงกล้องแล้วเห็นผลตอนถ่ายเลย ส่วน Ricoh GR III ก็มี Positive Film ที่คนเล่น GR พูดถึงกันเยอะ
ในแง่ความสามารถ ต้องยอมรับว่าค่ายอื่นทำได้ใกล้เคียงหรือบางเรื่องยืดหยุ่นกว่าด้วยซ้ำ การโหลด LUT หรือพรีเซ็ตจากคลาวด์ลงกล้องเป็นเรื่องที่สายวิดีโอและสายแต่งสีชอบมาก คำถามเลยไม่ใช่ว่าใครทำได้หรือไม่ได้ แต่อยู่ที่ว่าทำไมเรื่องเดียวกันถึงไปติดหูคนกับแบรนด์เดียว

โทนสีในกล้องฟูจิ กลายเป็นตัวตน ไม่ใช่แค่เมนู
ในมุมของผม จุดต่างแรกคือภาษา ชื่ออย่าง Standard, Vivid, Portrait บอกหน้าที่ ส่วนชื่ออย่าง Velvia หรือ ACROS บอกเรื่องราว มันพาเอาความทรงจำของคนที่เคยถ่ายฟิล์ม และความอยากรู้ของคนที่ไม่เคยถ่าย มาผูกไว้กับกล้องตัวนั้น
จุดต่างที่สองคือฟูจิพูดเรื่องนี้ซ้ำ ๆ ทุกกล้อง หน้าสินค้าแต่ละรุ่นบอกจำนวน Film Simulation เป็นจุดขายตรง ๆ อย่าง X-T5 มี 19 โหมด X100VI มี 20 โหมด และเปิดตัว REALA ACE เป็นข่าวพร้อมกล้อง เวลาออกโหมดใหม่ มันถูกเล่าเหมือนออกฟิล์มม้วนใหม่ ไม่ใช่เหมือนอัปเดตเมนู
จุดต่างที่สามคือดีไซน์กล้องช่วยเล่าเรื่องเดียวกัน ตัวกล้องทรงย้อนยุค มีปุ่มหมุนจริง ทำให้ภาพรวมทั้งหมดพูดว่ากล้องนี้ถ่ายเพื่อสนุกกับภาพที่ออกจากกล้อง ไม่ต้องเอาไปนั่งแต่งทีหลัง

สูตรสีจากชุมชน ตัวเร่งที่ฟูจิไม่ได้สร้างเอง
อีกแรงหนึ่งมาจากนอกบริษัท Ritchie Roesch เจ้าของบล็อก Fuji X Weekly เผยแพร่สิ่งที่เรียกว่า Film Simulation Recipe คือชุดค่าที่เอา Film Simulation มาผสมกับไวต์บาลานซ์ เกรน โทนเงา โทนไฮไลต์ แล้วบันทึกลงช่อง Custom ในกล้อง เพื่อเลียนแบบฟิล์มที่เขาเคยถ่ายจริง PetaPixel รายงานว่าแอปของเขามีสูตรมากกว่า 100 สูตรตั้งแต่ช่วงปลายปี 2020
สิ่งนี้เปลี่ยนเกมพอสมควร เพราะคนไม่ต้องรู้ทฤษฎีสีเลย แค่เปิดแอป เลือกสูตรที่ชอบ ใส่ค่าตาม แล้วออกไปถ่าย ภาพที่ได้ก็พร้อมโพสต์ สูตรยังมีชื่อเรียก มีภาพตัวอย่าง แชร์ต่อกันได้ง่าย กลายเป็นภาษากลางที่คนในชุมชนคุยกัน
ระบบของค่ายอื่นเริ่มจากบริษัทส่งพรีเซ็ตมาให้ ส่วนของฟูจิ ชุมชนสร้างวัฒนธรรมสูตรขึ้นมาเองก่อน แล้วมันก็กลายเป็นเหตุผลให้คนอยากมีกล้องที่ใช้สูตรนั้นได้

X100V ขาดตลาด กระแส TikTok และส่วนที่ต้องพูดให้ครบ
ภาพที่ชัดที่สุดของกระแสนี้คือ X100V ซึ่งเปิดตัวตั้งแต่กุมภาพันธ์ 2020 แต่ในเดือนพฤศจิกายน 2022 ฟูจิญี่ปุ่นประกาศหยุดรับออร์เดอร์ชั่วคราว เพราะยอดสั่งเกินแผนไปมาก ตามรายงานของ Digital Camera World ปี 2023 TechRadar เขียนบทความว่าซื้อ X100V ไม่ได้และโยงกับ TikTok โดยผู้จัดการทั่วไปฝ่าย Imaging ของฟูจิสหราชอาณาจักรบอกว่าโซเชียลมีเดียหันมาสนใจหน้าตาและความรู้สึกย้อนยุคของตัวกล้องราวเดือนกันยายน 2022 แล้วความต้องการก็พุ่งต่อจากนั้น
ต่อมา Reuters รายงานในเดือนกรกฎาคม 2024 ว่า X100VI ที่เปิดตัวเดือนมีนาคมได้รับออร์เดอร์เกินคาด ทั้งที่ฟูจิเตรียมของไว้มากขึ้นเป็นสองเท่าแล้วก็ยังไม่พอ รายงานเดียวกันพูดถึงอินฟลูเอนเซอร์บน TikTok ที่ช่วยทำให้กล้องรุ่นนี้กลายเป็นของที่คนอยากมี และฝ่าย Imaging ของฟูจิเป็นตัวทำกำไรใหญ่สุดของบริษัทในปีงบประมาณนั้น
แต่ส่วนที่ต้องพูดให้ครบคือ Film Simulation ไม่ใช่เหตุผลเดียว คำอธิบายจากฟูจิเองเน้นที่หน้าตาย้อนยุคของกล้อง ช่วงนั้นยังมีปัญหาชิปขาดและซัพพลายเชนสะดุดทั่วทั้งวงการด้วย ส่วนเจ้าของ Fuji X Weekly เองก็เขียนไว้อย่างถ่อมตัวว่าสูตรของเขาอาจมีส่วนบ้าง แค่บางส่วนและเพียงเล็กน้อย เขายืนยันไม่ได้ว่าอินฟลูเอนเซอร์ทุกคนใช้สูตรของเขา

แล้วมันแปลว่าอะไรกับเรา
ข้อแรก โทนสีในกล้องเป็นเหตุผลที่ฟังขึ้นจริงในการเลือกกล้อง ถ้าเราเป็นคนที่ไม่อยากนั่งแต่งภาพทุกใบ แต่ก็ไม่ควรเป็นเหตุผลเดียว เพราะทุกค่ายตอนนี้ปรับโทนในกล้องได้ละเอียดพอจะสร้างลุคของตัวเองได้ทั้งนั้น ต่างกันที่ว่าเราอยากเริ่มจากชื่อฟิล์มที่มีเรื่องเล่า หรือเริ่มจากพรีเซ็ตและ LUT ที่ปรับได้อิสระ
ข้อสอง สูตรสีไม่ใช่เวทมนตร์ สูตรเดียวกันถ่ายใต้แสงคนละแบบก็ได้ผลคนละอารมณ์ สิ่งที่ทำให้ภาพสวยยังเป็นแสง จังหวะ และการเลือกสิ่งที่อยู่ในเฟรม เหมือนเดิมทุกอย่าง
ลองทดลองง่าย ๆ คืนนี้ดู ไม่ว่าจะใช้กล้องค่ายไหน ถ่ายฉากเดิมฉากเดียวในห้อง สามถึงสี่ภาพ แต่ละภาพเปลี่ยนแค่โหมดสีในกล้อง แล้วเอามาเรียงดูบนจอ เราจะเห็นเองว่าโหมดไหนตรงกับสิ่งที่เราชอบ และอาจพบว่ากล้องที่มีอยู่ในมือทำลุคที่อยากได้ได้แล้ว ถ้าอยากเก็บไฟล์ไว้แต่งทีหลังด้วย ลองถ่าย RAW คู่ JPEG ไปพร้อมกัน

สรุป
ฟูจิไม่ได้เป็นเจ้าเดียวที่มีโทนสีในกล้อง และไม่ได้ทำได้เหนือกว่าค่ายอื่นในทุกเรื่อง สิ่งที่ฟูจิมีคือประวัติการทำฟิล์มที่เอามาตั้งชื่อโหมดได้อย่างมีความหมาย การเล่าเรื่องนี้ซ้ำทุกกล้อง หน้าตากล้องที่พูดเรื่องเดียวกัน และชุมชนสูตรสีที่ช่วยต่อยอดจนมันกลายเป็นวัฒนธรรม พอทุกอย่างมาเจอกับยุคโซเชียลที่คนอยากถ่ายแล้วโพสต์ได้ทันที โทนสีในกล้องเลยกลายเป็นตัวตนของแบรนด์ ไม่ใช่แค่เมนูหนึ่งในกล้อง
ใครใช้ค่ายไหนอยู่ ลองเล่าให้ฟังหน่อยว่าโทนสีในกล้องของเรามีผลกับการตัดสินใจซื้อแค่ไหน หรือมีสูตรประจำตัวที่ใช้อยู่ทุกวันไหม
อ่านต่อ
Film Simulation ของ FUJIFILM แต่ละโหมดต่างกันยังไง
ที่มา: FUJIFILM Film Simulation · FUJIFILM GFX Technologies #5 · FUJIFILM X100VI · PetaPixel · Digital Camera World · TechRadar · Reuters ผ่าน BusinessDay · Nikon USA
