
กล้องที่วางในกระเป๋ามาทั้งหน้าฝน พอหยิบมาส่องกับไฟ เห็นเส้นใยบาง ๆ แตกกิ่งอยู่ข้างในเลนส์ หรือบางวันเดินออกจากห้องแอร์ไปถ่ายข้างนอก แล้วภาพขุ่นทั้งเฟรม สองอาการนี้หน้าตาคล้ายกันตอนแรก แต่ผลต่างกันมาก อาการแรกคือ เชื้อราในเลนส์ อาการหลังคือฝ้า
บทความนี้จะแยกให้เห็นว่าสองอย่างนี้ต่างกันยังไง ความชื้นระดับไหนที่ผู้ผลิตแนะนำ ซิลิกาเจลกับตู้กันชื้นใช้ต่างกันยังไง และทำไมการหยิบกล้องออกมาใช้บ่อย ๆ ถึงช่วยได้
เชื้อราในเลนส์ เกิดจากอะไร
ลองนึกถึงขนมปังที่ลืมไว้ในถุงปิดสนิทช่วงหน้าฝน ไม่กี่วันก็มีจุดราขึ้น เพราะมีทั้งความชื้น ของให้กิน และที่มืด ๆ อับ ๆ ให้โต เลนส์ที่เก็บผิดที่ก็เจอเงื่อนไขแบบเดียวกัน
หน้าช่วยเหลือของ Sony อธิบายว่า เชื้อราในเลนส์ เกิดจากฝุ่นกับความชื้นที่เข้าไปถึงชิ้นเลนส์ด้านใน และมีโอกาสเกิดมากขึ้นกับเลนส์ที่ไม่ได้ซีลกันละออง ซึ่งถูกใช้ในพื้นที่ร้อนชื้น พูดง่าย ๆ คือบ้านเราอยู่ในกลุ่มเสี่ยงตั้งแต่แรก
Tamron เขียนไว้ในหน้าดูแลเลนส์ว่า ถ้าเลนส์ไม่ได้ทำความสะอาดให้ดี ราจะเริ่มโต และทำให้คราบบนเลนส์ลามมากขึ้น คราบนิ้วมือ ฝุ่น และคราบไขมันจึงเป็นของที่ควรเช็ดออกก่อนเก็บ ถ้าปล่อยราไว้นาน ราอาจทำให้ผิวเคลือบเลนส์เสียหายจนล้างแล้วไม่กลับมาเหมือนเดิม

ถ้ายังไม่รู้ว่าห้องที่เก็บกล้องชื้นแค่ไหน ลองหาเครื่องวัดความชื้นเล็ก ๆ มาวางดูสักสัปดาห์ก่อน
ฝ้ากับ เชื้อราในเลนส์ ต่างกันยังไง
ฝ้าคือไอน้ำที่กลั่นตัวเป็นหยดน้ำเล็ก ๆ บนผิวเลนส์ หน้าช่วยเหลือของ Canon อธิบายว่าเกิดได้เมื่อย้ายกล้องจากที่เย็นไปที่อุ่นเร็ว ๆ หรือทิ้งไว้ในห้องที่ชื้น ภาพบ้านเราที่เจอบ่อยที่สุดก็คือเดินออกจากห้องแอร์หรือรถที่เปิดแอร์เย็นจัด ไปเจออากาศร้อนชื้นข้างนอก
ฝ้าทำให้ภาพขุ่นทั้งเฟรม สีจืด แสงฟุ้ง แต่ถ้ารอให้แห้ง ภาพก็กลับมาใสได้ ส่วนเชื้อราไม่หายเอง มันเริ่มจากจุดเล็ก ๆ แล้วลามเป็นเส้นใยแตกกิ่งเหมือนใยแมงมุม ทิ้งไว้นานก็ยิ่งกว้าง
CREATOR SCHOOL THAILAND · GEAR
ฝ้า กับ เชื้อราในเลนส์ ต่างกันยังไง
สองอาการทำให้ภาพขุ่นเหมือนกัน แต่ที่มาและทางแก้ต่างกัน
ฝ้า
ไอน้ำกลั่นตัวบนผิวเลนส์
เกิดเมื่อย้ายจากที่เย็นไปที่อุ่นเร็ว ๆ เช่น ออกจากห้องแอร์ไปเจออากาศร้อนชื้น
ภาพขุ่นทั้งเฟรม สีจืด แสงฟุ้ง
หยุดใช้ แล้วรอให้แห้ง
เชื้อรา
สิ่งมีชีวิตที่โตอยู่ในเลนส์
เกิดจากฝุ่นกับความชื้นที่เข้าไปถึงชิ้นเลนส์ด้านใน ชอบที่มืดและอับ
เริ่มจากจุดเล็ก แล้วลามเป็นเส้นใยแตกกิ่ง ไม่หายเอง
ไม่ล้างเอง ส่งศูนย์หรือช่างประเมิน
เรียบเรียงจากหน้าช่วยเหลือของ Canon เรื่องเลนส์เป็นฝ้า และหน้าช่วยเหลือของ Sony เรื่องเชื้อราในเลนส์
ถ้าเจอฝ้า Canon แนะนำให้หยุดใช้ก่อน แล้วรอให้แห้ง ตัวเลขรอราว 2 ชั่วโมงมาจากหน้าช่วยเหลือที่เขียนสำหรับกล้องวิดีโอของ Canon และเป็นค่าคร่าว ๆ ที่ขึ้นกับสถานที่กับอากาศ กล้องถ่ายภาพก็ใช้หลักเดียวกันคือรอจนแห้งสนิท ส่วนวิธีกัน คู่มือกล้อง Canon แนะนำให้ใส่กล้องในถุงพลาสติกปิดสนิทก่อนออกจากที่เย็น แล้วปล่อยให้ปรับอุณหภูมิในถุง ค่อยหยิบออกมา
ก่อนออกจากห้องแอร์ไปถ่ายข้างนอก ลองเก็บกล้องไว้ในกระเป๋าหรือถุงปิดสนิทสักพัก แทนการเปิดถ่ายทันที
ความชื้นเท่าไหร่ที่ผู้ผลิตแนะนำ
ความชื้นที่เราพูดถึงกันคือความชื้นสัมพัทธ์ ตัวเลขเป็นเปอร์เซ็นต์ที่บอกว่าอากาศตอนนั้นอุ้มไอน้ำไว้มากแค่ไหน เทียบกับที่อุ้มได้เต็มที่ ยิ่งใกล้ร้อยก็ยิ่งชื้น
หน้าช่วยเหลือของ Sony ประเทศไทย บอกว่าความชื้นที่เหมาะกับการเก็บกล้องอยู่ราว 40 ถึง 50 เปอร์เซ็นต์ ส่วนคู่มือกล้อง Nikon Z7 บอกว่าไม่ควรเก็บกล้องในที่อับ หรือที่ความชื้นเกิน 60 เปอร์เซ็นต์ เพื่อกันรา
เอาสองตัวเลขนี้มาต่อกัน ก็ได้ภาพที่ใช้งานง่าย ช่วง 40 ถึง 50 คือเป้าที่ควรตั้ง ส่วนเกิน 60 คือเส้นที่ไม่ควรข้าม ส่วนช่วง 50 ถึง 60 ผู้ผลิตไม่ได้พูดถึงตรง ๆ เราแนะนำเองว่าให้ถือเป็นสัญญาณเช็คสารดูดความชื้นหรือตู้
CREATOR SCHOOL THAILAND · GEAR
ตู้กันชื้นควรตั้งเท่าไหร่
ความชื้นสัมพัทธ์ในที่เก็บกล้อง ตามคำแนะนำของผู้ผลิต
40-50%
เป้าที่ควรตั้ง
ช่วงที่หน้าช่วยเหลือของ Sony ประเทศไทยบอกว่าเหมาะกับการเก็บกล้อง
50-60%
เริ่มต้องเช็ค
ยังไม่เกินเส้น แต่ถึงเวลาดูซิลิกาเจลหรือตู้ว่ายังทำงานดีไหม
60% ขึ้นไป
ไม่ควรเก็บ
คู่มือ Nikon Z7 บอกว่าไม่ควรเก็บกล้องในที่อับหรือความชื้นเกินระดับนี้ เพื่อกันรา
ช่วง 50-60% เป็นข้อสรุปของบทความจากการต่อสองตัวเลขของผู้ผลิต ไม่ใช่คำแนะนำของผู้ผลิตโดยตรง
ตู้กันชื้นส่วนใหญ่มีหน้าปัดบอกความชื้นอยู่แล้ว ลองตั้งไว้ในช่วง 40 ถึง 50 ตามที่ Sony แนะนำก่อน ไม่ต้องไล่ตั้งให้ต่ำสุด
ซิลิกาเจล หรือตู้กันชื้น เลือกแบบไหนดี
ซิลิกาเจลคือเม็ดสารดูดความชื้นที่เราเห็นในซองเล็ก ๆ ในกล่องรองเท้าหรือกล่องกล้องใหม่ ใช้ได้ดีถ้าใส่ไว้ในภาชนะที่ปิดสนิท หน้าช่วยเหลือของ Tamron แนะนำว่าถ้าใช้สารดูดความชื้น ให้เก็บเลนส์ในกล่องกันชื้นที่ปิดแน่นหรือถุงพลาสติก และต้องคอยเช็คว่าสารยังไม่หมดอายุ เพราะสารที่อิ่มน้ำแล้วกลับก่อปัญหาได้
กล่องพลาสติกปิดสนิทกับซิลิกาเจลจึงเป็นทางเริ่มต้นที่ถูก เหมาะกับคนมีกล้องหนึ่งตัวกับเลนส์สองสามตัว ข้อเสียคือเราไม่รู้ว่าข้างในชื้นแค่ไหน ถ้าไม่ใส่เครื่องวัดไว้ด้วย หน้าช่วยเหลือของ Sony ประเทศไทยก็แนะนำแบบเดียวกัน คือถ้ากล่องไม่มีเครื่องวัด ให้วางเครื่องวัดความชื้นไว้ข้างใน

ตู้กันชื้นแบบไฟฟ้าเหมาะเมื่อของเริ่มเยอะ หรือมีเลนส์ราคาสูงที่ไม่ได้ใช้ทุกวัน ข้อดีคือคุมความชื้นได้ต่อเนื่อง และเห็นตัวเลขตลอด หน้าช่วยเหลือของ Sony ในแคนาดายังบอกด้วยว่า กล่องใสช่วยให้แสงเข้าถึงเลนส์ ซึ่งช่วยลดโอกาสเกิดราได้อีกทาง
ถ้ายังไม่พร้อมซื้อตู้ ลองเริ่มจากกล่องพลาสติกใสฝาล็อก ซิลิกาเจล และเครื่องวัดความชื้นหนึ่งตัวก่อน
เปิดใช้กล้องบ่อย ๆ ช่วยได้จริง
เลนส์ที่ถูกเก็บนิ่งในมุมมืดนาน ๆ คือสภาพที่ราชอบ Tamron แนะนำว่าแม้ไม่ได้ใช้เลนส์นาน ก็ควรเอามาใส่กล้องเป็นระยะ ลองถ่ายสักสองสามภาพ และหมุนวงแหวนซูมกับโฟกัส เพื่อให้อากาศข้างในได้ถ่ายเท คู่มือของ Canon ก็แนะนำให้หยิบกล้องที่เก็บไว้นานมาใช้เป็นครั้งคราว เพื่อเช็คว่ายังทำงานปกติ
อีกเรื่องที่คนมักลืมคือก่อนเก็บต้องแห้งจริง Tamron แนะนำให้เช็ดและผึ่งเลนส์ที่เพิ่งใช้ในที่ชื้นก่อนเก็บ ส่วน Sony ประเทศไทยแนะนำให้ใช้ลูกยางเป่าลมหรือแปรงปัดฝุ่นออก แล้วใช้ผ้านุ่มเช็ดคราบนิ้วมือก่อนเก็บ

ลองตั้งเตือนในมือถือเดือนละครั้ง หยิบเลนส์ที่ไม่ค่อยได้ใช้ออกมาถ่ายเล่นสักสองสามภาพ
เจอ เชื้อราในเลนส์ แล้วควรทำยังไง
ถ้าส่องแล้วเจอเส้นใยหรือจุดที่ไม่หายไปแม้ทิ้งไว้ให้แห้ง ทางที่ปลอดภัยที่สุดคือส่งศูนย์บริการหรือช่างเลนส์ หน้าช่วยเหลือของ Sony บอกว่าเลนส์ที่สงสัยว่าเป็นราควรให้ช่างเลนส์ประเมินว่ายังทำความสะอาดได้ไหม และถ้าปล่อยไว้ ราอาจทำให้คุณภาพเลนส์ลดลงถาวร ภาพดูขุ่นมัว
เราไม่แนะนำให้แกะเลนส์ล้างเอง ชิ้นเลนส์ข้างในจัดแนวมาอย่างแม่นยำ ถอดแล้วประกอบกลับไม่ตรงก็มีปัญหาใหม่ และ Tamron เตือนว่าห้ามใช้เบนซิน ทินเนอร์ หรือตัวทำละลายอินทรีย์กับเลนส์
เรื่องเงินก็ต้องรู้ไว้ด้วย Sony ระบุชัดว่าราในเลนส์ไม่อยู่ในเงื่อนไขการรับประกัน แปลว่าค่าล้างมักเป็นค่าใช้จ่ายของเราเอง ป้องกันไว้ก่อนจึงถูกกว่ามาก
ถ้าเจอเลนส์ที่เป็นรา ลองแยกออกจากเลนส์ตัวอื่นก่อนส่งศูนย์ ไม่เก็บรวมในกล่องเดียวกัน
ความเข้าใจผิดเรื่อง เชื้อราในเลนส์ ที่พบบ่อย
เรื่องแรก เก็บในกระเป๋ากล้องแล้วปลอดภัย กระเป๋าที่ปิดไว้ในตู้เสื้อผ้าทั้งเดือนคือที่มืดและอับ ถ้าไม่มีสารดูดความชื้นและไม่มีอากาศถ่ายเท ก็คือสภาพที่ราชอบ
เรื่องที่สอง ใส่ลูกเหม็นกันแมลงกันราได้ คู่มือกล้อง Nikon Z7 บอกตรง ๆ ว่าห้ามเก็บกล้องไว้กับลูกเหม็นหรือการบูร
เรื่องที่สาม ซิลิกาเจลใส่ครั้งเดียวใช้ได้ตลอด สารดูดความชื้นอิ่มน้ำได้ ถ้าไม่เช็คและเปลี่ยน กล่องที่คิดว่าแห้งอาจชื้นกว่าที่คิด
เรื่องที่สี่ ฝ้าทุกครั้งคือรา ฝ้าที่หายไปเองหลังรอให้แห้ง ไม่ใช่รา แต่ถ้าเลนส์ขึ้นฝ้าบ่อยจนชื้นอยู่ตลอด ก็เป็นการเปิดทางให้ราเหมือนกัน
คืนนี้มาลองเช็คกล้องของเรากัน
เริ่มจากหยิบเลนส์ทุกตัวออกมา เปิดฝาหน้าหลัง แล้วส่องกับไฟฉายมือถือจากด้านหลังเลนส์ ดูว่ามีเส้นใย จุดฝ้า หรือคราบแปลก ๆ ข้างในไหม
ต่อมาเช็ดฝุ่นและคราบนิ้วมือที่ผิวนอก ด้วยลูกยางเป่าลมก่อน แล้วค่อยใช้ผ้านุ่ม จากนั้นดูที่เก็บ ถ้าเป็นกล่อง ลองเช็คซิลิกาเจลว่ายังใช้ได้ ถ้าเป็นตู้ ลองดูว่าหน้าปัดอยู่ในช่วง 40 ถึง 50 หรือยัง
สุดท้ายหมุนวงแหวนซูมกับโฟกัสสักสองสามรอบ แล้วถ่ายภาพท้องฟ้าหรือผนังขาวดูว่าภาพใสไหม
ถ้าทำแล้วยังเจอจุดหรือเส้นใยที่ไม่หาย ลองจดรุ่นเลนส์กับอาการไว้ แล้วนำไปให้ศูนย์บริการของแบรนด์ประเมิน
สิ่งที่อยากให้จำกลับไป
ฝ้าคือไอน้ำที่หายได้เมื่อแห้ง ส่วน เชื้อราในเลนส์ เป็นสิ่งมีชีวิตที่โตจากความชื้น ฝุ่น และความมืด และไม่หายเอง ช่วงความชื้น 40 ถึง 50 เปอร์เซ็นต์คือเป้าที่ Sony แนะนำ และไม่ควรปล่อยให้เกิน 60 ตามคู่มือ Nikon เก็บเลนส์ให้สะอาดและแห้ง ใช้กล่องปิดสนิทกับซิลิกาเจลหรือตู้กันชื้น หยิบออกมาใช้บ่อย ๆ และถ้าเจอราแล้วให้ส่งศูนย์
แล้วเลนส์ตัวที่ไม่ได้หยิบมาใช้นานที่สุดของเรา ตอนนี้นอนอยู่ตรงไหน และชื้นแค่ไหน?
อ่านต่อ
ฟิลเตอร์ที่ใส่หน้าเลนส์ก็ต้องเก็บให้แห้งเหมือนกัน ดูวิธีใช้ได้ที่ ฟิลเตอร์ CPL คืออะไร ตัดแสงสะท้อน ทำฟ้าเข้มได้ยังไง และถ้าอยากรู้ว่าการ์ดแบบไหนเหมาะกับกล้องของเรา อ่านต่อที่ การ์ดความจำ V30 V60 V90 ต่างกันยังไง ใครอยากอ่านคำแนะนำการเก็บกล้องจากผู้ผลิตโดยตรง ลองเปิด How should cameras and lenses be stored ของ Sony
