การ์ด SD แบบ UHS-II มีเพดานความเร็วทางทฤษฎีอยู่ที่ 312 MB/s แต่ไฟล์ 8K RAW ของ Canon EOS R5 Mark II วิ่งได้ถึงราว 2,600 Mbps หรือประมาณ 325 MB/s ซึ่งเกินเพดานนั้นไปแล้ว ถ้าดูแค่ตัวเลขนี้ กล้องรุ่นใหม่น่าจะเลิกใส่ช่อง SD ไปนานแล้ว แต่ของจริงกลับกัน R5 Mark II ยังมีช่อง SD อยู่หนึ่งช่องข้างช่อง CFexpress และกล้องอีกหลายรุ่นก็ยังเลือกแบบเดียวกัน
หลายคนที่กำลังจะซื้อกล้องตัวใหม่ น่าจะเคยงงว่า ตกลงต้องซื้อการ์ดแบบไหน ทำไมบางรุ่นใส่ SD สองช่อง บางรุ่นมี CFexpress Type B กับ SD อย่างละช่อง บางรุ่นใช้ CFexpress Type A ที่ใส่ SD แทนกันได้ในช่องเดียว และบางรุ่นยังให้เสียบ SSD ทาง USB-C ได้อีก ปัญหาไม่ใช่ว่าเราตามไม่ทัน แต่ไม่ค่อยมีใครอธิบายว่า ทำไมค่ายกล้องถึงตอบคำถามเดียวกันไม่เหมือนกัน วันนี้เลยอยากชวนดูทีละคำตอบครับ ดูจบแล้วน่าจะเดาได้เองว่า กล้องที่เราถืออยู่ตั้งใจให้ใช้การ์ดแบบไหน

ช่องการ์ด SD ไม่ได้บอกความเร็ว แต่บอกว่าไฟล์ไหนหนักที่สุด
ผมว่าเส้นแบ่งที่คนมักมองข้ามคือ ค่ายกล้องไม่ได้เลือกช่องการ์ดจากคำถามว่า การ์ดแบบไหนเร็วที่สุด แต่เลือกจากสองคำถาม ข้อแรกคือ ไฟล์ที่หนักที่สุดที่กล้องสัญญาว่าจะอัดได้ ต้องใช้ท่อใหญ่แค่ไหน ข้อที่สองคือ คนที่ซื้อกล้องรุ่นนี้มีการ์ดอะไรอยู่ในลิ้นชักแล้วบ้าง
ลองนึกถึงท่อน้ำในบ้านดูนะครับ ก๊อกล้างจานใช้ท่อเล็กก็พอ แต่ถ้าจะต่อเครื่องฉีดน้ำแรงดันสูง ต้องเดินท่อใหญ่เพิ่ม บ้านส่วนใหญ่ไม่ได้รื้อท่อเล็กทิ้ง แค่เดินท่อใหญ่เฉพาะจุดที่ต้องใช้ ช่องการ์ดในกล้องก็คิดแบบเดียวกัน
ตัวเลขทางการช่วยให้เห็นขนาดท่อชัดขึ้น SD Association กำหนด UHS-I ไว้ที่ 104 MB/s และ UHS-II ที่ 312 MB/s ส่วน CFexpress 2.0 ที่กล้องส่วนใหญ่ใช้อยู่ Type A ทำได้ราว 1 GB/s และ Type B ราว 2 GB/s พอเป็นเวอร์ชัน 4.0 ก็ขยับเป็นราว 2 และ 4 GB/s ตามลำดับ ทั้งหมดนี้เป็นเพดานทางทฤษฎี การ์ดจริงทำได้ไม่เท่ากัน
สี่คำตอบ จากโจทย์คนละข้อ
คำตอบแรกคือ SD สองช่อง อย่าง FUJIFILM X-T5 ที่ใช้ช่อง SD แบบ UHS-II สองช่อง และ LUMIX S5IIX ก็เป็นแบบนี้ โจทย์ของกล้องกลุ่มนี้คือ ใช้การ์ดที่คนมีอยู่แล้ว หาซื้อง่าย และราคาไม่แรง ราคาที่ต้องจ่ายคือเพดานของท่อ โหมดที่หนักมาก ๆ จะลงการ์ดในตัวไม่ได้ อย่าง S5IIX ที่ Panasonic ระบุว่า ProRes ความละเอียด 5.8K, C4K และ 3.3K ต้องอัดลง SSD ภายนอกผ่าน USB

คำตอบที่สองคือ CFexpress Type B คู่กับ SD อย่างละช่อง แบบที่ Canon EOS R5 Mark II และ Nikon Z8 เลือก โจทย์ของกล้องกลุ่มนี้คือไฟล์ที่หนักจริง R5 Mark II ต้องใช้การ์ด CFexpress สำหรับ 8K ถึง 60p, 4K 120p และวิดีโอ RAW ส่วน Z8 ก็ให้ไฟล์ N-RAW และ ProRes RAW ลงการ์ด CFexpress เท่านั้น ช่อง SD ที่เหลือไว้ทำหน้าที่สำรองไฟล์ภาพนิ่ง หรือรับการ์ดราคาถูกที่เรามีอยู่ ราคาที่ต้องจ่ายคือการ์ดแพงขึ้น ซึ่ง Lexar ที่ขายการ์ดทั้งสองแบบก็เขียนไว้เองว่า CFexpress แพงกว่า SD อย่างเห็นได้ชัด ต้องพกเครื่องอ่านการ์ดสองแบบ และเพราะมีช่อง CFexpress ช่องเดียว โหมดที่หนักที่สุดจึงไม่มีช่องที่สองไว้อัดสำรอง
คำตอบที่สามคือ CFexpress Type A ของ Sony ที่เปิดตัวมากับ A7S III การ์ด Type A มีขนาดราว 28 x 20 มม. เล็กกว่า Type B ที่ราว 38.5 x 29.8 มม. อยู่มาก เล็กจนช่องเดียวรับได้ทั้ง Type A และ SD โจทย์ของ Sony คือทำบอดี้ให้เล็ก และไม่บังคับให้คนทิ้งการ์ด SD ที่มีอยู่ ราคาที่ต้องจ่ายคือ Type A เป็น CFexpress ที่ช้าที่สุด เพราะใช้ PCIe แค่เลนเดียว และ CompactFlash Association ระบุว่า Type A ใช้ได้กับกล้อง Sony บางรุ่นเท่านั้น ตัวเลือกการ์ดและเครื่องอ่านจึงแคบกว่า
คำตอบที่สี่คือ ไม่ไปสู้ที่ตัวการ์ดเลย แล้วให้เสียบ SSD ทาง USB-C แทน Panasonic ให้เหตุผลของ S5IIX ไว้ว่า SSD พกง่ายและจุเยอะ ช่วยให้สำรองไฟล์และทำงานหลังถ่ายได้เร็วขึ้น ราคาที่ต้องจ่ายคือมีของห้อยกล้องเพิ่ม และมีเงื่อนไข เช่น วิดีโอเฟรมเรตเกิน 60p อัดลง SSD ไม่ได้ และระหว่างอัดลง SSD จะบันทึกลงการ์ด SD พร้อมกันไม่ได้
ฝั่งที่บอกว่าควรเลิกใช้ SD ได้แล้ว ก็มีส่วนถูก
ต้องยอมรับว่าเหตุผลฝั่งนี้มีน้ำหนักจริง Nikon เขียนไว้ว่า CFexpress Type B มีเพดานทางทฤษฎีมากกว่า 3,000 MB/s ขณะที่ SD ที่เร็วที่สุดอยู่แถว 300 MB/s และบอกว่าการ์ด CFexpress ทนทานกว่าการ์ดแบบอื่น คนถ่ายกีฬา สัตว์ป่า หรือวิดีโอ RAW จะรู้สึกได้ทันทีตอนรอบัฟเฟอร์เคลียร์
แต่ท่อใหญ่ก็มีค่าดูแลของมัน Lexar เตือนไว้ว่า ถ้าอัด 8K ต่อเนื่องจนการ์ด CFexpress ร้อน ตัวควบคุมในการ์ดอาจลดความเร็วการเขียนลงเองเพื่อกันความเสียหาย (เรื่องความร้อนในกล้องเล่าไว้ใน บทความกล้องร้อนจนตัด) ส่วนฝั่ง SD เองก็ไม่ได้หยุดนิ่ง มาตรฐาน SD Express กำหนดความเร็วไว้ตั้งแต่ 985 MB/s ขึ้นไป ในมุมของผม เส้นแบ่งตรงนี้อาจเลือนลงได้ในอนาคต แต่ตอนนี้ค่ายกล้องยังแบ่งท่อกันแบบที่เล่ามา
ใครควรจ่ายค่าท่อใหญ่ ใครยังไม่ต้อง
ถ้างานหลักของเราคือภาพนิ่ง ถ่ายทีละภาพหรือรัวสั้น ๆ หรือวิดีโอ 4K แบบบีบอัด Lexar เองก็บอกว่าการ์ด SD แบบ UHS-II หรือ V90 ให้ความเร็วพอในราคาที่ถูกกว่ามาก ส่วนคนที่ถ่ายวิดีโอ RAW, 8K หรือถ่ายรัวยาวในงานกีฬา การ์ด CFexpress คือค่าประกันที่สมเหตุสมผล ส่วนคนถ่ายวิดีโอยาวทุกวัน ถ้ากล้องรองรับ SSD ก็เป็นอีกทางที่น่าคิด
ถ้าจะซื้อการ์ดเร็วเพราะอยากได้จริง ๆ อันนั้นก็เป็นเหตุผลที่ใช้ได้นะครับ แค่ให้รู้ตัวว่ากำลังจ่ายเพื่ออะไร
ลองเช็คกับกล้องของเราอาทิตย์นี้
การบ้านที่ทำได้เลยโดยไม่ต้องซื้ออะไรเพิ่ม เปิดเมนูวิดีโอของกล้อง ดูบิตเรตของโหมดที่เราใช้บ่อยที่สุด ซึ่งมักเขียนเป็น Mbps แล้วหารด้วย 8 จะได้ตัวเลขเป็น MB/s เช่น 400 Mbps ก็ราว 50 MB/s จากนั้นพลิกการ์ดดูตัว V ที่พิมพ์อยู่ V30 แปลว่ารับประกันการเขียนต่อเนื่องขั้นต่ำ 30 MB/s V60 คือ 60 และ V90 คือ 90 ถ้าตัวเลขของการ์ดสูงกว่าโหมดที่เราใช้จริงพอสมควร การ์ดใบเดิมยังใช้ได้ ไม่ต้องรีบเปลี่ยน แต่ถ้าคู่มือเขียนว่าโหมดนั้นต้องใช้ CFexpress อันนั้นคือเส้นที่ข้ามไม่ได้ เรื่องตัว V แบบละเอียดอ่านต่อได้ใน การ์ดความจำ V30 V60 V90 ต่างกันยังไง ครับ
ช่องการ์ดคือคำตอบของค่ายกล้องว่า ไฟล์ไหนคืองานหลักของกล้องตัวนั้น
เราไม่ต้องจ่ายตามไฟล์ที่กล้องอัดได้ จ่ายตามไฟล์ที่เราอัดจริงก็พอครับ
ตอนนี้ใช้การ์ด SD หรือ CFexpress เป็นหลักกันอยู่ครับ
ที่มา: SD Association: Bus Speed · CompactFlash Association: Card Types · PetaPixel: CFexpress 4.0 · Photo Review: Canon EOS R5 Mark II · Nikon Z8 Online Manual: Specifications · Have Camera Will Travel: Nikon Z8 Memory Card · FUJIFILM X-T5 Specifications · Panasonic: LUMIX S5IIX special features · Digital Camera World: What is CFexpress Type A · Nikon USA: Understanding CFexpress Type B · Lexar: CFexpress vs SD · Lexar: V90 SD cards
