
ตั้งกล้องคุยหน้าจอเสร็จ เปิดฟังแล้วเสียงจืด ก้องเหมือนพูดในห้องน้ำ มีเสียงพัดลมปนมาตลอด ทั้งที่ ระยะไมค์ ถึงปากอาจเป็นต้นเหตุ แต่สิ่งแรกที่หลายคนทำคือเปิดหาไมค์ตัวใหม่ที่แพงกว่าเดิม ด้วยความหวังว่าเปลี่ยนไมค์แล้วเสียงจะดีขึ้นเอง
บทความนี้จะชวนดูอีกตัวแปรที่มีผลมากกว่าราคา คือระยะจากไมค์ถึงปาก ทำไมขยับเข้ามาไม่กี่คืบถึงเปลี่ยนเสียงได้มาก ใกล้แค่ไหนถึงพอดี และเมื่อไหร่ที่ไมค์ดีถึงจะคุ้มเงินจริง
ทำไมคนถึงเชื่อว่าไมค์แพงเท่ากับเสียงดี
ความเชื่อนี้มีที่มา คลิปที่เสียงดีส่วนใหญ่มักใช้ไมค์ราคาสูง เราเลยจับคู่สองอย่างนี้เข้าด้วยกัน แต่สิ่งที่มองไม่เห็นในคลิปพวกนั้นคือไมค์อยู่ใกล้ปากแค่ไหน และห้องถูกจัดมาแบบไหน
ลองนึกถึงการคุยกับเพื่อนในร้านกาแฟที่คนเยอะ ถ้าเพื่อนนั่งชิดกัน เราได้ยินชัดทุกคำ ถ้าเพื่อนตะโกนมาจากอีกฝั่งร้าน เสียงเพื่อนจะจมไปกับเสียงคนรอบข้าง หูเราดีเท่าเดิม แต่ระยะเปลี่ยน ไมค์ก็เป็นแบบเดียวกัน
ระยะไมค์ กับเสียงที่เบาลงทุกครั้งที่ถอยห่าง
หลักที่อธิบายเรื่องนี้เรียกว่ากฎกำลังสองผกผัน หรือ inverse square law หน้าความรู้ของ Audio-Technica อธิบายว่าในที่โล่งที่ไม่มีอะไรสะท้อน ทุกครั้งที่ระยะจากต้นเสียงเพิ่มเป็นสองเท่า ระดับเสียงจะลดลง 6 dB และถ้าลดระยะลงครึ่งหนึ่ง เสียงจะดังขึ้น 6 dB
dB หรือเดซิเบล คือหน่วยบอกว่าเสียงดังต่างกันแค่ไหน ลดลง 6 dB แปลว่าเสียงพูดที่ไมค์รับได้เบาลงอย่างชัดเจน จากไมค์ห่าง 30 เซนติเมตร ถอยไป 60 เซนติเมตร เสียงพูดก็หายไปราวนั้นแล้ว
ในห้องจริงตัวเลขจะเพี้ยนไปบ้าง หน้าความรู้ของ Biamp ผู้ผลิตระบบเสียงห้องประชุม บอกว่าในห้องที่มีผนัง เสียงมักลดลงเฉลี่ยราว 4.5 ถึง 5 dB ต่อการถอยห่างสองเท่า เพราะมีเสียงสะท้อนมาเติม แต่ทิศทางยังเหมือนเดิม ไกลขึ้นก็เบาลง
ถ้ากำลังจะกดสั่งไมค์ใหม่ ลองวัดก่อนว่าตอนนี้ไมค์อยู่ห่างปากเราเท่าไหร่
เสียงพูดเบาลง แต่เสียงห้องไม่ได้เบาตาม
ตรงนี้คือหัวใจของเรื่อง ไมค์ได้ยินเสียงสองก้อน ก้อนแรกคือเสียงตรงที่วิ่งจากปากเข้าไมค์ ก้อนที่สองคือเสียงที่สะท้อนผนัง เพดาน โต๊ะ แล้วค่อยวนมาถึงไมค์ ซึ่งก็คือเสียงก้องที่เราได้ยินในคลิป
เสียงตรงเบาลงตามระยะ แต่เสียงสะท้อนกระจายอยู่ทั่วห้อง Sound On Sound นิตยสารด้านงานเสียง เรียกระยะที่เสียงตรงกับเสียงสะท้อนดังเท่ากันว่า critical distance และบอกว่าห้องยิ่งก้อง ระยะนี้ยิ่งสั้น หน้าอธิบายของ proAV เสริมว่าเมื่อไกลถึงจุดนี้ ระดับเสียงที่ได้ยินแทบไม่ลดลงอีก พ้นจากจุดนี้ไป ไมค์จะได้ยินห้องมากกว่าได้ยินคน

Biamp อธิบายต่อว่า ยิ่งไมค์ได้เสียงตรงมาก คำพูดยิ่งฟังเข้าใจง่าย และวิธีเพิ่มสัดส่วนเสียงตรงมีสองทาง คือจัดห้องให้สะท้อนน้อยลง หรือขยับไมค์เข้าใกล้คนพูด ทั้งสองทางไม่เกี่ยวกับราคาไมค์เลย
ยังมีอีกเรื่อง เมื่อไมค์อยู่ไกล เสียงพูดเบาลง เราต้องเร่งเกนหรือเร่งเสียงทีหลัง Biamp บอกว่าการเร่งเกนทำให้ไมค์ไวต่อเสียงรบกวนอย่างพัดลมหรือเสียงกระดาษมากขึ้นตามไปด้วย เพราะเราเร่งทุกอย่างที่ไมค์ได้ยินพร้อมกัน
ลองเทียบ ไมค์ถูกระยะใกล้ กับไมค์แพงระยะไกล
ลองคิดด้วยตัวเลขจากกฎข้างบนดู ตัวเลขต่อจากนี้เป็นการคำนวณในอุดมคติ ไม่ใช่ค่าที่วัดจริง ไมค์ตัวแรกราคาย่อมเยา หนีบปกเสื้อห่างปากราว 15 เซนติเมตร ไมค์ตัวที่สองราคาสูงกว่าหลายเท่า แต่วางบนโต๊ะห่างปาก 60 เซนติเมตร
จาก 15 ไป 30 คือถอยสองเท่าครั้งหนึ่ง จาก 30 ไป 60 คืออีกครั้ง รวมสองครั้ง ตามการคำนวณในที่โล่ง เสียงพูดที่ไมค์ตัวที่สองได้รับจะเบากว่าราว 12 dB ถ้าอยู่ในห้องตามตัวเลขของ Biamp ก็ยังเบากว่าราว 9 ถึง 10 dB
ส่วนเสียงก้องกับเสียงพัดลมในห้อง ทั้งสองไมค์ได้ยินพอ ๆ กัน เพราะมันมาจากทั่วห้อง ไม่ได้มาจากปากเรา พอเร่งเสียงไมค์ตัวที่สองให้ดังเท่าไมค์ตัวแรก เสียงห้องก็ถูกเร่งขึ้นอีกเกือบ 10 dB ตามไปด้วย ไมค์แพงฟังห้องเดียวกัน อากาศเดียวกัน คุณภาพตัวไมค์จึงช่วยเรื่องสัดส่วนนี้ได้น้อย
CREATOR SCHOOL THAILAND · RETHINK
ถอยไมค์ห่างสองเท่า เสียงพูดหายไปราว 6 dB
แถบส้มคือเสียงพูดที่ไมค์รับได้ แถบเทาคือเสียงห้อง ซึ่งแทบไม่เปลี่ยนตามระยะ
15 ซม.
0 dB
จุดเทียบ เช่น ไมค์หนีบปก
30 ซม.
ราว -6 dB
ถอยสองเท่าครั้งที่ 1
60 ซม.
ราว -12 dB
ถอยสองเท่าครั้งที่ 2
120 ซม.
ราว -18 dB
ถอยสองเท่าครั้งที่ 3
ตัวเลขเป็นการคำนวณในอุดมคติ ไม่ใช่ค่าที่วัดจริง ใช้หลัก 6 dB ต่อการถอยห่างสองเท่าในที่โล่ง ตามคำอธิบายของ Audio-Technica ในห้องจริง Biamp ระบุว่ามักลดลงเฉลี่ยราว 4.5 ถึง 5 dB ต่อการถอยสองเท่า ความยาวแถบเป็นภาพประกอบ ไม่ใช่สเกลจริง

ถ้ามีไมค์อยู่แล้วหนึ่งตัว ลองหาวิธีพามันเข้าใกล้ปากก่อน เช่น ขาตั้งแขนยื่น สายต่อ หรือไมค์หนีบปก
ระยะไมค์ ใกล้เกินไปก็มีเรื่องให้ระวัง
ใกล้ไม่ได้แปลว่ายิ่งชิดยิ่งดีเสมอ ไมค์แบบรับเสียงด้านหน้า อย่างคาร์ดิออยด์ มีสิ่งที่เรียกว่า proximity effect คือเสียงทุ้มบวมขึ้นเมื่อปากอยู่ใกล้ไมค์มาก Sound On Sound นิตยสารด้านงานเสียง อธิบายว่าอาการนี้ขึ้นกับระยะและมุม ไม่ได้ขึ้นกับว่าเราพูดดังหรือเบา และระยะที่ต่างกันแค่ 2 กับ 4 นิ้วก็ทำให้เสียงทุ้มต่างกันแล้ว
ข่าวดีคือแก้ได้ไม่ยาก ถ้าเสียงอู้เกินไป ลองถอยออกมาเล็กน้อย หรือเอียงไมค์ให้ทำมุมกับปาก บทความเดียวกันบอกว่าถ้าเอียงจนไมค์คาร์ดิออยด์หันข้างให้ต้นเสียง 90 องศา proximity effect จะหายไป แต่ไม่ต้องเอียงถึงขนาดนั้น เพราะเสียงจะบางลงด้วย ลองขยับทีละนิดแล้วฟังดู

ถ้าเสียงทุ้มบวม ลองถอยออกมาทีละนิด แล้วเอียงไมค์เล็กน้อย ก่อนไปแก้ด้วย EQ
แล้วไมค์ดีมีผลตอนไหน
ไม่ได้แปลว่าไมค์ไม่สำคัญ ไมค์ที่ดีกว่าอาจให้เสียงละเอียดกว่า มีเสียงซ่าในตัวน้อยกว่า และทนสภาพหน้างานได้ดีกว่า แต่ความต่างพวกนี้จะได้ยินชัดก็ต่อเมื่อระยะและห้องดีแล้ว ถ้าไมค์อยู่ไกลจนเสียงห้องกลบคนพูด ความละเอียดที่ได้เพิ่มก็คือความละเอียดของเสียงก้อง
ชนิดของไมค์ก็มีผลกับระยะที่ใช้ได้ proAV แนะนำว่าไมค์รอบทิศทาง หรือ omni ไม่ควรห่างคนพูดเกิน 30 เปอร์เซ็นต์ของ critical distance ส่วนไมค์แบบรับเสียงด้านหน้า เช่น คาร์ดิออยด์ หรือช็อตกัน ไปได้ถึง 50 เปอร์เซ็นต์ แปลว่าไมค์ชนิดที่เหมาะกับงานช่วยให้ยืนไกลขึ้นได้บ้าง แต่ยังต้องอยู่ในระยะอยู่ดี

CREATOR SCHOOL THAILAND · RETHINK
ก่อนจ่ายเงินซื้อไมค์ใหม่ ไล่ตามลำดับนี้
ขั้นแรก ๆ แทบไม่ต้องใช้เงิน แต่เปลี่ยนเสียงได้มากที่สุด
ขยับไมค์เข้าใกล้ปาก
ลดระยะลงครึ่งหนึ่ง เสียงพูดดังขึ้นราว 6 dB โดยเสียงห้องเท่าเดิม
เช็คเสียงทุ้มบวม
ไมค์คาร์ดิออยด์ใกล้ปากมากจะทุ้มขึ้น ลองถอยทีละนิดหรือเอียงไมค์เล็กน้อย
ลดเสียงสะท้อนในห้อง
ผ้าม่าน ตู้เสื้อผ้า ที่นอน ช่วยให้ไมค์ได้เสียงตรงมากขึ้น
เลือกชนิดไมค์ให้ตรงระยะ
ไมค์รอบทิศทางไม่ควรห่างเกิน 30% ของ critical distance ไมค์รับด้านหน้าไปได้ถึง 50%
ค่อยอัปเกรดตัวไมค์
ตอนนี้ความละเอียดของไมค์ดีจะได้ยินชัด เพราะสิ่งที่ไมค์รับคือ เสียงคนพูด ไม่ใช่เสียงห้อง
6 dB จาก Audio-Technica, proximity effect จาก Sound On Sound, การเพิ่มเสียงตรงด้วยการจัดห้องหรือขยับไมค์จาก Biamp, นิยาม critical distance จาก Sound On Sound, สัดส่วน 30% และ 50% จาก proAV
ความเข้าใจผิดเรื่อง ระยะไมค์ ที่พบบ่อย
เรื่องแรก เดี๋ยวค่อยลดเสียงก้องในโปรแกรมตัดต่อ เครื่องมือลดเสียงรบกวนช่วยได้จริง แต่ยิ่งเสียงห้องเยอะเท่าไหร่ ยิ่งต้องกดแรง เสียงพูดก็เริ่มแปลกตาม เก็บเสียงให้ดีตั้งแต่ต้นจึงง่ายกว่าเสมอ
เรื่องที่สอง ไมค์ติดกล้องดีพอแล้ว ไมค์บนหัวกล้องอยู่ห่างปากเท่ากับระยะจากกล้องถึงตัวเรา ถ้าถ่ายแบบเห็นครึ่งตัว ไมค์อาจอยู่ห่างเป็นเมตร ซึ่งไกลกว่าไมค์หนีบปกหลายเท่า
เรื่องที่สาม เร่งเกนแล้วจะได้เสียงชัด การเร่งเกนทำให้ทุกอย่างดังขึ้นเท่ากัน ทั้งเสียงพูดและเสียงห้อง สัดส่วนระหว่างสองอย่างนี้ไม่ได้ดีขึ้น Biamp ระบุว่าเสียงพูดควรดังกว่าเสียงรบกวนพื้นหลังอย่างน้อย 6 dB สิ่งที่เปลี่ยนสัดส่วนนี้ได้คือระยะกับห้อง ไม่ใช่ปุ่มเกน
คืนนี้มาลองเทียบ ระยะไมค์ ด้วยตัวเองกัน
ใช้มือถือเครื่องเดียวก็พอ ลองอัดเสียงตัวเองพูดประโยคเดิมในห้องเดิมสามรอบ รอบแรกถือมือถือห่างปากราวหนึ่งคืบ รอบที่สองวางห่างราวหนึ่งช่วงแขน รอบที่สามวางไว้อีกฝั่งโต๊ะหรือไกลกว่านั้น
พูดด้วยความดังเท่ากันทุกรอบ แล้วเอาไฟล์ทั้งสามมาเปิดฟังด้วยหูฟัง ปรับความดังตอนเปิดฟังให้ใกล้กัน แล้วฟังว่ารอบไหนเสียงก้องและเสียงพัดลมชัดขึ้นมา
จากนั้นถ้ามีไมค์อยู่แล้ว ลองทำแบบเดียวกันกับไมค์ตัวนั้น หาระยะที่เสียงชัดแต่ทุ้มยังไม่บวม แล้วจดไว้ว่าระยะนั้นคือเท่าไหร่ ใช้เป็นจุดตั้งต้นทุกครั้งที่อัด
ถ้าทำแล้วรอบที่ใกล้ที่สุดยังก้องอยู่มาก แปลว่าห้องสะท้อนเยอะ ลองย้ายไปอัดในห้องที่มีผ้าม่าน ตู้เสื้อผ้า หรือที่นอน แล้วอัดเทียบใหม่อีกรอบ
สิ่งที่อยากให้จำกลับไป
ทุกครั้งที่ไมค์ถอยห่างปากเป็นสองเท่า เสียงพูดเบาลงราว 6 dB ในที่โล่ง และราว 4.5 ถึง 5 dB ในห้อง แต่เสียงห้องแทบไม่เบาตาม ระยะไมค์ จึงเปลี่ยนสัดส่วนเสียงพูดกับเสียงห้องได้มากกว่าการเปลี่ยนไมค์ ไมค์ดีจะเริ่มคุ้มเมื่อระยะและห้องเข้าที่แล้ว
ก่อนกดสั่งไมค์ตัวต่อไป ลองถามตัวเองดูว่า ไมค์ตัวที่มีอยู่ตอนนี้ เคยได้อยู่ใกล้ปากเราจริง ๆ หรือยัง?
อ่านต่อ
ถ้าห้องที่อัดก้องมาก ลองอ่าน เสียงก้อง ตอนอัดเสียงในห้อง แก้ยังไงด้วยของที่มีในบ้าน ถ้าระยะกับห้องเข้าที่แล้วและอยากได้ไมค์ที่ตรงงาน ต่อที่ เลือกไมค์ ให้ตรงงาน หนีบปก ช็อตกัน หรือตั้งโต๊ะ ใช้แบบไหนดี และใครอยากอ่านหลักการวางไมค์จากผู้ผลิตโดยตรง ลองเปิด Tips on placing microphones ของ Audio-Technica
